พีรวัสตั้งข้อสังเกตการแทรกแซงคดีเหมือง 5.9 พันล้าน
วันที่ 30 มิถุนายน 2569 นายพีรวัส สมวงศ์ รองโฆษกพรรคกล้าธรรม ฝ่ายค้าน กล่าวถึงการบังคับคดีข้อพิพาทเหมืองแร่ระหว่างกรมอุตสาหกรรมพื้นฐานและการเหมืองแร่ (กพร.) กับ บริษัท ทีพีไอ โพลีน จำกัด (มหาชน) โดยตั้งคำถามถึงผู้ใช้อำนาจกดดันให้เจ้าหน้าที่รับรองการถมแร่ทั้งที่กระบวนการตรวจสอบไม่ครบถ้วน
ข้อพิพาทมูลค่า 5.94 พันล้านบาท
ข้อพิพาทดังกล่าวมีแร่ที่ต้องนำกลับไปถมคืนและฟื้นฟูพื้นที่รวมประมาณ 47.9 ล้านตัน หรือชำระเงินตามคำพิพากษาประมาณ 5.94 พันล้านบาทพร้อมดอกเบี้ย นายพีรวัสกล่าวว่า “แร่เกือบ 48 ล้านตัน หากตอนนำไปถมไม่ได้แจ้ง กพร. ไม่มีเจ้าหน้าที่ควบคุม ไม่มีข้อมูลชั่งน้ำหนัก และไม่รู้ด้วยซ้ำว่าเป็นแร่ชนิดใด แล้วกรมจะเอาอะไรไปรับรองว่าถูกต้องครบทุกตัน”
จี้รัฐมนตรีเปิดตัวผู้แทรกแซง
นายพีรวัสกล่าวว่า หากมีบุคคลพยายามบังคับให้ กพร. ตรวจรับ หรือกดดันให้ผ่อนปรนการบังคับคดี รัฐมนตรีว่าการกระทรวงอุตสาหกรรมต้องเปิดเผยทันทีว่า บุคคลดังกล่าวคือใคร มีคำสั่งจากฝ่ายการเมืองหรือไม่ และผู้บริหารบริษัทได้เข้าพบรัฐมนตรี ที่ปรึกษา หรือข้าราชการระดับสูงคนใดบ้าง
ตัวเลขบังคับคดี 40 ล้านบาท แตกต่างจากคำพิพากษาหลายพันล้าน
กระทรวงต้องชี้แจงตัวเลขที่มีการกล่าวถึงว่า รัฐสามารถบังคับคดีได้เพียงประมาณ 40 ล้านบาท ว่าเป็นข้อเท็จจริงหรือไม่ เพราะแตกต่างจากมูลค่าตามคำพิพากษาหลายพันล้านบาทอย่างมหาศาล “หาก 40 ล้านบาทไม่จริง ก็เปิดยอดจริงออกมา แต่หากเป็นจริง รัฐมนตรีต้องตอบว่า ใครทำให้คำพิพากษาหลายพันล้านถูกบังคับได้เพียงเศษเงิน และใครกำลังพยายามเปลี่ยนหนี้ของแผ่นดินให้กลายเป็นเพียงพิธีกรรมตรวจรับ”
เรียกหาไอ้โม่งอุตสาหกรรม
นายพีรวัสกล่าวว่า “วันนี้ประชาชนไม่ได้ถามเพียงว่าถมแร่แล้วหรือยัง แต่ถามว่า ใครเห็น ใครชั่ง ใครตรวจ และใครกำลังบีบให้เจ้าหน้าที่เซ็น หากมี ไอ้โม่งอุตสาหกรรม อยู่หลังเรื่องนี้ รัฐมนตรีต้องเปิดหน้าออกมา อย่าปล่อยให้เงาของผู้มีอำนาจใหญ่กว่าคำพิพากษาของศาล”
ต้นเหตุข้อพิพาท 5 คดี ในพื้นที่สระบุรี
ข้อพิพาทนี้ไม่ใช่คดีเดียว แต่เป็นชุดคดีแพ่งและคดีสิ่งแวดล้อมเกี่ยวกับการทำเหมืองหิน 5 คดี ในพื้นที่โรงงานและเหมืองของบริษัทบริเวณตำบลทับกวาง อำเภอแก่งคอย จังหวัดสระบุรี โดยประเด็นหลักคือการนำหินปูนและหินดินดานออกจากพื้นที่ที่ กพร. เห็นว่าอยู่นอกเขตประทานบัตร อยู่ในแนวกันชนห้ามทำเหมือง หรือเป็นการทำเหมืองผิดเงื่อนไขของประทานบัตร
ลักษณะการกระทำผิด 3 กลุ่ม
ฝ่าย กพร. กล่าวหาว่า TPIPL นำแร่หินปูนและหินดินดานจำนวนมากไปใช้ในการผลิตปูนซีเมนต์ โดยแบ่งลักษณะการกระทำออกเป็น 3 กลุ่มใหญ่ ได้แก่ 1. ทำเหมืองออกไปนอกเขตประทานบัตร 2. ทำเหมืองในพื้นที่แนวกันเขตหรือ Buffer Zone ซึ่งกำหนดไว้ว่าไม่ให้ทำเหมือง 3. ทำเหมืองภายในเขตประทานบัตร แต่ผิดเงื่อนไขหรือข้อจำกัดที่กำหนดไว้
วิธีเยียวยาแบบถมคืนก่อน หากทำไม่ได้จึงจ่ายเงิน
กพร. จึงฟ้องขอให้บริษัทนำแร่กลับไปถมคืนพื้นที่เดิมและฟื้นฟูสภาพพื้นที่ หากไม่ดำเนินการจึงให้ชำระมูลค่าแร่ ค่าเสียหาย ดอกเบี้ย ค่าภาคหลวง และค่าธรรมเนียมต่าง ๆ แทน วิธีเยียวยาแบบ “ถมคืนก่อน หากทำไม่ได้จึงจ่ายเงิน” เป็นหัวใจสำคัญที่ทำให้คดีนี้แตกต่างจากคดีเรียกค่าเสียหายทั่วไป



