ศิริกัญญา-วีระยุทธ ดักคอรัฐบาลรับผิดชอบหากศาลรธน.คว่ำพ.ร.ก.กู้เงิน 4 แสนล้าน
ศิริกัญญา-วีระยุทธ ดักคอรัฐบาลรับผิดชอบหากศาลรธน.คว่ำพ.ร.ก.กู้เงิน

วันที่ 8 กรกฎาคม 2569 ศิริกัญญา ตันสกุล รองหัวหน้าพรรคประชาชน เปิดเผยในการประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.) เงา ว่า วันที่ 9 กรกฎาคม 2569 จะเป็นวันที่ศาลรัฐธรรมนูญมีคำวินิจฉัยเกี่ยวกับ พ.ร.ก.กู้เงิน 400,000 ล้านบาท ที่พรรคร่วมฝ่ายค้านได้ยื่นคำร้องในส่วนของ 200,000 ล้านบาท ที่เป็นการเปลี่ยนผ่านโครงสร้างด้านพลังงาน ให้พิจารณาว่าเป็นไปโดยถูกต้องตามรัฐธรรมนูญหรือไม่

สองฉากทัศน์คำวินิจฉัยศาลรัฐธรรมนูญ

ศิริกัญญาแบ่งฉากทัศน์ที่อาจเกิดขึ้นออกเป็น 2 ฉากทัศน์ใหญ่ และอีก 2 ฉากทัศน์ย่อย ได้แก่ พ.ร.ก. ผ่านทั้งฉบับ และ พ.ร.ก. ไม่ผ่าน ซึ่งแบ่งย่อยเป็น ไม่ผ่านทั้งฉบับ หรือมีโอกาสที่ พ.ร.ก. จะตกทั้งฉบับ ซึ่งจะนำไปสู่ความยุ่งยาก เนื่องจาก 200,000 ล้านบาทแรกได้มีการเบิกจ่ายไปเรียบร้อยแล้วกับโครงการไทยช่วยไทย+ และการเติมเงินเข้ากองทุนประชารัฐ ทำให้รัฐบาลต้องหาแหล่งเงินใหม่มาทดแทน

อีกกรณีคือ พ.ร.ก. อาจไม่ผ่านเฉพาะในส่วนของ 200,000 ล้านบาทหลัง ซึ่งอาจมีความยุ่งยากน้อยกว่า และรัฐบาลอาจออก พ.ร.ก. ฉบับใหม่ขึ้นมาทดแทน แต่รัฐบาลก็ต้องแสดงความรับผิดชอบเช่นเดียวกัน

แบนเนอร์กว้าง Pickt — แอปรายการช้อปปิ้งแบบร่วมมือสำหรับ Telegram

รัฐบาลต้องรับผิดชอบตามสัดส่วนปัญหา

ศิริกัญญาระบุว่า หากศาลรัฐธรรมนูญมีคำวินิจฉัยว่า พ.ร.ก. มีปัญหา รัฐบาลต้องแสดงความรับผิดชอบให้ได้สัดส่วนกับปัญหาที่รัฐบาลสร้างขึ้น เพราะ 200,000 ล้านบาทหลังนอกจากจะเป็นโครงการที่ไม่มีความจำเป็นเร่งด่วน ไม่กระทบกับความมั่นคงทางเศรษฐกิจแล้ว ยังส่อให้เห็นถึงการตั้งโครงการเข้ามายัดไส้ และใช้วิกฤตของประชาชนบังหน้า พ่วงไปกับความช่วยเหลือเยียวยาที่ประชาชนจะได้รับจาก 200,000 ล้านบาทแรก

แบนเนอร์หลังบทความ Pickt — แอปรายการช้อปปิ้งแบบร่วมมือพร้อมภาพครอบครัว

ห่วงเบี้ยหัวแตกสอดไส้โครงการเปลี่ยนผ่านพลังงาน

นายวีระยุทธ กาญจน์ชูฉัตร รองหัวหน้าพรรคประชาชน กล่าวเสริมว่า ในฐานะที่อยู่ในกลไกกรรมาธิการวิสามัญติดตามและตรวจสอบการใช้จ่ายเงินกู้ ซึ่งเป็นกลไกเดียวที่รัฐสภาตั้งขึ้นมา เมื่อได้ทำงานติดตามในรายละเอียดและพูดคุยกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ก็ยิ่งพบความน่ากังวลเป็นพิเศษมากกว่าเดิม เพราะการใช้เงินก้อน 200,000 ล้านบาทหลังสำหรับการเปลี่ยนผ่านพลังงาน กลับไม่มีการตั้งเงื่อนไขหรือโรดแมปว่าจะเปลี่ยนผ่านพลังงานประเทศด้วยเป้าหมายอะไร เช่น จะลดการใช้พลังงานฟอสซิลเท่าไหร่ในระยะเวลาเท่าไหร่ โครงการใหญ่ควรเป็นอย่างไร ไม่มีการตั้งเงื่อนไขปริมาณและมูลค่าขั้นต่ำด้วยซ้ำ

ทำให้มีความเสี่ยงที่จะเกิดโครงการเบี้ยหัวแตกสอดไส้เข้ามา โดยที่ไม่รู้เลยว่าจะนำพาประเทศไทยไปสู่ทิศทางไหน รวมถึงอีกเงื่อนไขสำคัญคือเมื่อออกเป็น พ.ร.ก.กู้เงิน ก็ทำให้ต้องรีบใช้เงิน 200,000 ล้านบาท แต่มีเงื่อนไขผูกมัดว่าต้องรีบใช้ให้หมดภายในเดือนธันวาคม 2570 เพื่อการเปลี่ยนผ่านพลังงานครั้งใหญ่ จึงเป็นความน่ากังวลว่าจะเกิดการเข้ามาแย่งชิงในการใช้จ่ายเงิน โครงการนี้จะเกิดประสิทธิภาพในการเปลี่ยนผ่านพลังงานได้จริงแค่ไหน และนี่เป็นเงินกู้ที่จะทำให้ประเทศไทยติดเพดาน เสี่ยงที่เงินจะหมด และไม่เกิดการเปลี่ยนแปลงพลังงานอย่างที่ตั้งใจ