เมื่อวันที่ 28 มีนาคม 2568 ที่ประชุมสภาผู้แทนราษฎรได้ลงมติเห็นชอบร่างพระราชบัญญัติงบประมาณรายจ่ายประจำปีงบประมาณ พ.ศ. 2569 วงเงินรวม 3.75 ล้านล้านบาท ด้วยคะแนนเสียง 271 ต่อ 203 เสียง โดยมีผู้งดออกเสียง 2 เสียง และไม่ลงคะแนน 1 เสียง การอภิปรายใช้เวลากว่า 20 ชั่วโมงตลอด 2 วัน ก่อนจะมีการลงมติในที่สุด
รายละเอียดงบประมาณรายจ่ายปี 2569
ร่าง พ.ร.บ.งบประมาณรายจ่ายปี 2569 มีวงเงินสูงกว่าปี 2568 จำนวน 2.5 แสนล้านบาท หรือเพิ่มขึ้นร้อยละ 7.1 โดยแบ่งเป็นงบประมาณรายจ่ายประจำ 2.7 ล้านล้านบาท และงบประมาณรายจ่ายลงทุน 1.05 ล้านล้านบาท ซึ่งคิดเป็นสัดส่วนร้อยละ 28 ของงบประมาณทั้งหมด โดยมีเป้าหมายเพื่อขับเคลื่อนเศรษฐกิจและพัฒนาประเทศตามนโยบายของรัฐบาล
ประเด็นอภิปรายสำคัญ
ในการอภิปราย ฝ่ายค้านได้ตั้งข้อสังเกตเกี่ยวกับการจัดสรรงบประมาณในหลายประเด็น โดยเฉพาะการเพิ่มงบประมาณในโครงการที่ยังไม่มีความชัดเจน เช่น โครงการเติมเงินผ่านดิจิทัลวอลเล็ต วงเงิน 1.5 แสนล้านบาท ซึ่งรัฐบาลยืนยันว่ามีความจำเป็นในการกระตุ้นเศรษฐกิจฐานราก นอกจากนี้ ยังมีการอภิปรายถึงหนี้สาธารณะที่เพิ่มขึ้น โดยปัจจุบันอยู่ที่ร้อยละ 61 ของ GDP ซึ่งใกล้เคียงกับกรอบวินัยการเงินการคลังที่กำหนดไว้ไม่เกินร้อยละ 70
นายกรัฐมนตรีแพทองธาร ชินวัตร กล่าวชี้แจงว่า "การจัดทำงบประมาณครั้งนี้มุ่งเน้นการลงทุนเพื่ออนาคต โดยเฉพาะด้านการศึกษา สาธารณสุข และโครงสร้างพื้นฐาน เพื่อให้ประเทศไทยสามารถแข่งขันในเวทีโลกได้"
ผลการลงมติและขั้นตอนต่อไป
ภายหลังการลงมติเห็นชอบในวาระที่ 2 และ 3 ร่าง พ.ร.บ.งบประมาณรายจ่ายปี 2569 จะถูกส่งต่อไปยังวุฒิสภาเพื่อพิจารณาต่อไป โดยคาดว่าจะแล้วเสร็จทันภายในเดือนกันยายน 2568 ก่อนเริ่มปีงบประมาณในเดือนตุลาคม ทั้งนี้ หากวุฒิสภามีการแก้ไข จะต้องส่งกลับมาที่สภาผู้แทนราษฎรเพื่อพิจารณาอีกครั้ง
ด้านนางสาวศิริกัญญา ตันสกุล สส.บัญชีรายชื่อ พรรคก้าวไกล ในฐานะประธานกรรมาธิการวิสามัญพิจารณาร่าง พ.ร.บ.งบประมาณฯ กล่าวว่า "แม้จะมีความเห็นต่าง แต่การผ่านร่างนี้เป็นไปตามขั้นตอนของรัฐสภา ซึ่งจะต้องตรวจสอบการใช้จ่ายงบประมาณอย่างเข้มข้นต่อไป"
ผลกระทบต่อเศรษฐกิจและประชาชน
การเพิ่มงบประมาณรายจ่ายครั้งนี้คาดว่าจะส่งผลให้เกิดการจ้างงานและการลงทุนในระบบเศรษฐกิจมากขึ้น โดยเฉพาะในโครงการก่อสร้างโครงสร้างพื้นฐานและโครงการพัฒนาชนบท อย่างไรก็ตาม นักวิชาการบางส่วนแสดงความกังวลเกี่ยวกับภาระหนี้สาธารณะที่อาจเพิ่มขึ้นในระยะยาว หากการจัดเก็บรายได้ไม่เป็นไปตามเป้าหมาย



