นายพลพีร์ สุวรรณฉวี รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงมหาดไทย เปิดเผยที่รัฐสภาเมื่อวันที่ 29 มิถุนายน 2569 ถึงความคืบหน้าในการจัดระเบียบธุรกิจท่องเที่ยวในจังหวัดภูเก็ต โดยพบว่ามีบริษัทนอมินีเข้าสู่การตรวจสอบแล้ว 159 บริษัท ดำเนินคดีแล้ว 39 บริษัท และบังคับจำหน่ายไปแล้ว 34 บริษัท คาดว่าจะมีอีกประมาณ 200 บริษัทเข้าสู่กระบวนการตรวจสอบต่อไป
กำหนดการแถลงข่าวและลงพื้นที่ภูเก็ต
นายพลพีร์ระบุว่า ระหว่างวันที่ 2-3 กรกฎาคม 2569 จะมีการแถลงข่าวร่วมกับกรมที่ดิน และในอีกประมาณ 2 สัปดาห์ ตนพร้อมด้วยนายวรศิษฎ์ เลียงประสิทธิ์ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงมหาดไทย จะลงพื้นที่จังหวัดภูเก็ตอีกครั้ง เพื่อติดตามความคืบหน้า
ความก้าวหน้าในการออกใบอนุญาตโรงแรม
สำหรับใบอนุญาตประกอบการธุรกิจโรงแรม เดิมภูเก็ตสามารถออกใบอนุญาตได้ปีละประมาณ 40 ใบ แต่หลังจากเปลี่ยนวิธีการทำงานและลงพื้นที่ เพียง 10 วันที่ผ่านมา สามารถออกใบอนุญาตได้ประมาณ 45 ใบ นายพลพีร์กล่าวว่า ต้องการช่วยให้ผู้ประกอบการโรงแรมและผู้ประกอบการในภูเก็ตดำเนินธุรกิจอย่างถูกต้องตามกฎหมาย เพื่อขจัดปัญหากุ๊ยและส่วย ทำให้ประชาชนที่ประกอบธุรกิจโดยสุจริตไม่ต้องกังวล
OTOP Midyear 2026 ทำยอดขายเกินเป้า
นายพลพีร์กล่าวถึงงาน OTOP Midyear 2026 ที่จัดขึ้นระหว่างวันที่ 20-28 มิถุนายนที่ผ่านมา ว่ามีประชาชนเดินชมงานประมาณ 35,000-45,000 คนต่อวัน ยอดจำหน่ายสินค้าตลอด 8 วันอยู่ที่ 890 ล้านบาท เกินเป้าหมายที่กระทรวงมหาดไทยตั้งไว้ 650 ล้านบาท โดยขอบคุณนายกรัฐมนตรีและรัฐบาลที่มีโครงการไทยช่วยไทยพลัส
แผนถอดค่าไฟสาธารณะออกจากบิลประชาชน
ในฐานะกำกับดูแลการไฟฟ้าส่วนภูมิภาค (กฟภ.) และการไฟฟ้านครหลวง (กฟน.) นายพลพีร์กล่าวถึงการปฏิรูปโครงสร้างราคาพลังงาน โดยแยกค่าไฟฟ้าทางสาธารณะออกจากบิลค่าไฟประชาชน ว่า จากการหารือกับนายเอกนัฏ พร้อมพันธุ์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพลังงาน การไฟฟ้าส่วนภูมิภาค การไฟฟ้านครหลวง และการไฟฟ้าฝ่ายผลิต (กฟผ.) ได้ข้อสรุป 2-3 สมการที่จะนำค่า Ft ออกจากภาระประชาชน หลังเสนอร่างงบประมาณปี 2570 เสร็จ จะหารือกับนายเอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง
แนวทางการดำเนินการและงบประมาณ
ค่าใช้จ่ายไฟสาธารณะรวมทั้งของท้องถิ่นและทางหลวงประมาณ 20,000 ล้านบาทต่อปี แบ่งเป็นค่าไฟท้องถิ่น 6,000 ล้านบาทต่อปี นายพลพีร์ระบุว่า ต้องรื้อระบบทั้งหมดเพื่อให้ประชาชนไม่ต้องจ่ายค่าไฟนอกเหนือจากการใช้งาน หากต้องแก้กฎกระทรวงก็จะเสนอคณะรัฐมนตรีเพื่อบังคับใช้ทันที ส่วนงบประมาณนั้น รัฐบาลไม่อยากใช้ภาษีมาดูแล เพราะจะทำให้ประชาชนแบกรับภาระเพิ่ม ต้องบูรณาการร่วมกันของ 3 การไฟฟ้า รวมถึงรายได้ต่างๆ



