นายวรศิษฎ์ เลียงประสิทธิ์ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงมหาดไทย ชี้แจงต่อที่ประชุมสภาผู้แทนราษฎรเมื่อวันที่ 1 กรกฎาคม 2569 ถึงประเด็นงบประมาณและรายได้ขององค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น (อปท.) พร้อมยืนยันการสอบสวนทุจริตการสอบบรรจุข้าราชการท้องถิ่นดำเนินการอย่างเข้มงวด ไม่มีการละเว้นไม่ว่าผู้เกี่ยวข้องจะเป็นใคร
รายได้ท้องถิ่นยังไม่ถึงเป้า 35%
นายวรศิษฎ์ยอมรับว่ารายได้ท้องถิ่นปัจจุบันอยู่ที่ประมาณ 29% ซึ่งยังไม่ถึงเป้าหมาย 35% ตามที่หลายฝ่ายต้องการ โดยระบุว่าตนในฐานะกำกับกรมส่งเสริมการปกครองท้องถิ่นรู้สึกไม่สบายใจ เนื่องจากท้องถิ่นได้รับภารกิจถ่ายโอนจำนวนมาก ตั้งแต่ถนน คุณภาพชีวิต สวัสดิการ การศึกษา ไปจนถึงภัยพิบัติ ทำให้งบประมาณส่วนใหญ่ถูกใช้ในภารกิจประจำ ส่งผลให้งบพัฒนาและงบลงทุนเหลือสัดส่วนน้อยลง ขณะที่ประชาชนคาดหวังให้ อปท.เป็นหน่วยงานใกล้ตัวที่แก้ปัญหาได้รวดเร็ว
รัฐบาลผลักดันภาษีบ้านเกิด
รัฐมนตรีช่วยฯ กล่าวว่า รัฐบาลกำลังผลักดันร่าง พ.ร.บ.ภาษีบ้านเกิด ซึ่งอยู่ในขั้นตอนตรวจทานร่างให้ถูกต้องและเหมาะสม หลักการสำคัญคือเปิดโอกาสให้ผู้เสียภาษีกำหนดว่าต้องการส่งภาษีไปยัง อปท.ใด โดยกฎหมายนี้จะเป็นกลไกเพิ่มรายได้ให้ท้องถิ่นและวัดผลงานผู้บริหารท้องถิ่น หากท้องถิ่นใดทำงานดี โปร่งใส ไม่มีทุจริต ประชาชนทั้งในและนอกพื้นที่อาจเลือกส่งภาษีไปสนับสนุนมากขึ้น แต่หากทำงานไม่ดี รายได้ส่วนนี้อาจไหลไปที่อื่น
Matching fund 12,000 ล้านบาท
นอกจากนี้ งบประมาณปี 2570 ยังมีงบ matching fund ประมาณ 12,000 ล้านบาท สำหรับโครงการด้านพลังงานที่ท้องถิ่นสามารถขอรับการสนับสนุนได้ โดยรัฐและท้องถิ่นร่วมลงทุนตามสัดส่วนที่เหมาะสม ท้องถิ่นที่มีเงินสะสมน้อย รัฐบาลอาจสนับสนุนในสัดส่วนมากขึ้น ส่วนท้องถิ่นที่มีความพร้อมก็ร่วมสมทบมากขึ้น เป้าหมายคือดึงเงินสะสมของท้องถิ่นและหน่วยงานต่าง ๆ ซึ่งมีอยู่หลายแสนล้านบาทออกมาหมุนในระบบเศรษฐกิจ
สอบทุจริตบรรจุท้องถิ่นเข้มข้น
นายวรศิษฎ์กล่าวถึงกรณีการสอบบรรจุข้าราชการท้องถิ่นว่า รัฐบาลไม่ได้ปล่อยให้เรื่องเงียบหรือเป็นมวยล้ม ตั้งแต่ก่อนสอบปี 2567 มีข้อมูลร้องเรียนว่ามีการแอบอ้างเรียกรับเงินเพื่อช่วยให้สอบได้ ขณะนั้นนายอนุทิน ชาญวีรกูล ซึ่งดำรงตำแหน่ง รมว.มหาดไทย ได้เรียกประชุมและตั้งภาคีตรวจสอบ ทำ MOU ร่วมกับหน่วยงานอิสระและหน่วยงานบังคับใช้กฎหมาย 5 หน่วยงาน เช่น ป.ป.ช., ป.ป.ท., บก.ปปป. และหน่วยงานจัดสอบ เพื่อเข้าตรวจสอบใกล้ชิดตั้งแต่ต้น
“เรื่องนี้เป็นเรื่องใหญ่ มีผู้เกี่ยวข้องจำนวนมาก การตรวจสอบจึงทำแบบลวก ๆ ไม่ได้ ต้องขยายผลให้ถึงข้อเท็จจริง นายกรัฐมนตรีกำชับชัดว่าไม่มีการละเว้น ไม่ว่าจะเกี่ยวข้องกับใคร ให้ปิดชื่อแล้วดูพฤติกรรมเป็นหลัก” นายวรศิษฎ์กล่าว
คณะกรรมการทำงานอิสระ
นายวรศิษฎ์กล่าวทิ้งท้ายว่า คณะกรรมการตรวจสอบข้อเท็จจริงของกระทรวงมหาดไทยทำงานอย่างอิสระ ปราศจากการเมืองและการแทรกแซง เพื่อให้ได้ข้อเท็จจริงมาชี้แจงต่อสภาและประชาชนที่ติดตามเรื่องนี้ พร้อมยืนยันว่าหากพบความผิดต้องดำเนินการเต็มที่ ไม่มีการละเว้น



