ศาลรัฐธรรมนูญมีมติเป็นเอกฉันท์นัดฟังคำวินิจฉัยในคดีที่ประธานวุฒิสภาส่งคำร้องขอให้วินิจฉัยว่านายเศรษฐา ทวีสิน นายกรัฐมนตรี สิ้นสุดความเป็นรัฐมนตรีเป็นการเฉพาะตัวหรือไม่ กรณีแต่งตั้งนายพิชิต ชื่นบาน เป็นรัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี โดยนัดฟังคำวินิจฉัยในวันที่ 14 สิงหาคม 2567 เวลา 15.00 น.
ที่มาของคดี
คดีนี้สืบเนื่องมาจากการที่นายเศรษฐา ทวีสิน ในฐานะนายกรัฐมนตรี ได้เสนอชื่อนายพิชิต ชื่นบาน ให้ดำรงตำแหน่งรัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี ซึ่งต่อมามีการตั้งข้อสังเกตว่าการแต่งตั้งดังกล่าวอาจขัดต่อรัฐธรรมนูญมาตรา 160 เนื่องจากนายพิชิตเคยต้องคำพิพากษาให้จำคุกในคดีดูหมิ่นศาล แม้จะได้รับการปล่อยตัวแล้ว แต่ยังขาดคุณสมบัติในการดำรงตำแหน่งรัฐมนตรีตามรัฐธรรมนูญ
ต่อมาวันที่ 23 พฤษภาคม 2567 ประธานวุฒิสภาได้ส่งคำร้องมายังศาลรัฐธรรมนูญเพื่อขอให้วินิจฉัยตามรัฐธรรมนูญมาตรา 170 วรรคสาม ประกอบมาตรา 82 ว่าการแต่งตั้งนายพิชิตเป็นรัฐมนตรีนั้นชอบด้วยรัฐธรรมนูญหรือไม่ และนายกรัฐมนตรีจะต้องพ้นจากตำแหน่งหรือไม่
สถานะของนายกฯ และ ครม.
ศาลรัฐธรรมนูญได้มีคำสั่งให้นายเศรษฐาหยุดปฏิบัติหน้าที่นายกรัฐมนตรีตั้งแต่วันที่ 23 พฤษภาคม 2567 จนกว่าจะมีคำวินิจฉัย โดยให้รองนายกรัฐมนตรี รักษาราชการแทน ในระหว่างนี้คณะรัฐมนตรียังคงปฏิบัติหน้าที่ต่อไปได้ตามปกติ เว้นแต่นายเศรษฐาจะต้องหยุดปฏิบัติหน้าที่เป็นการเฉพาะตัว
ทั้งนี้ หากศาลวินิจฉัยว่านายเศรษฐาขาดคุณสมบัติ นายกรัฐมนตรีคนใหม่จะต้องมาจากการลงมติของสภาผู้แทนราษฎร โดยพรรคเพื่อไทยซึ่งเป็นแกนนำรัฐบาลจะต้องเสนอชื่อบุคคลที่เหมาะสม ซึ่งอาจเป็นนายเศรษฐาอีกครั้งหรือบุคคลอื่นก็ได้
ปฏิกิริยาจากฝ่ายต่างๆ
นายชูศักดิ์ ศิรินิล รัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี กล่าวว่า ฝ่ายกฎหมายของรัฐบาลได้เตรียมข้อมูลเพื่อชี้แจงต่อศาลแล้ว โดยเชื่อว่าการแต่งตั้งนายพิชิตเป็นไปตามกฎหมาย เพราะนายพิชิตได้รับการปล่อยตัวจากโทษจำคุกแล้ว และกฎหมายมิได้ห้ามผู้ที่พ้นโทษแล้วเป็นรัฐมนตรี
ด้านนายพิชิต ชื่นบาน กล่าวว่า ตนเองได้ลาออกจากตำแหน่งรัฐมนตรีแล้วตั้งแต่วันที่ 21 พฤษภาคม 2567 เพื่อไม่ให้เป็นภาระต่อนายกรัฐมนตรีและรัฐบาล พร้อมยืนยันว่าการแต่งตั้งของนายกฯ เป็นไปด้วยความถูกต้อง
ขณะที่ฝ่ายค้านมองว่าการแต่งตั้งนายพิชิตเป็นรัฐมนตรีเป็นการกระทำที่ฝ่าฝืนรัฐธรรมนูญอย่างชัดเจน เนื่องจากนายพิชิตขาดคุณสมบัติเรื่องความซื่อสัตย์สุจริตเป็นที่ประจักษ์ และการไม่ตรวจสอบประวัติให้ถี่ถ้วนถือเป็นความบกพร่องของนายกรัฐมนตรี
ผลกระทบต่อการเมือง
คดีนี้ถือเป็นคดีสำคัญที่อาจส่งผลต่อเสถียรภาพของรัฐบาล เนื่องจากนายเศรษฐาเป็นนายกรัฐมนตรีคนที่ 30 ของไทย และเพิ่งเข้ารับตำแหน่งเมื่อเดือนสิงหาคม 2566 หากศาลวินิจฉัยให้พ้นจากตำแหน่ง จะต้องมีการเลือกนายกรัฐมนตรีคนใหม่ ซึ่งอาจนำไปสู่การปรับคณะรัฐมนตรีและส่งผลต่อการบริหารราชการแผ่นดิน
นอกจากนี้ ยังส่งผลต่อความเชื่อมั่นของนักลงทุนและสถานการณ์ทางการเมืองในระยะต่อไป โดยเฉพาะในประเด็นความชัดเจนของกฎหมายและการบังคับใช้รัฐธรรมนูญ



