ศาลรธน.ไม่รับคำร้องปมอนุทินตั้งพิพัฒน์คุมพลังงานเอื้อญาติ
ศาลรธน.ไม่รับคำร้องปมอนุทินตั้งพิพัฒน์คุมพลังงานเอื้อญาติ

ศาลรัฐธรรมนูญมีมติเป็นเอกฉันท์เมื่อวันที่ 1 กรกฎาคม 2569 สั่งไม่รับคำร้องที่ขอให้วินิจฉัยการแต่งตั้งนายพิพัฒน์ รัชกิจประการ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงคมนาคม ให้ดำรงตำแหน่งกำกับดูแลนโยบายพลังงาน โดยระบุว่าผู้ร้องไม่ใช่ผู้เสียหายโดยตรง และช่องทางตรวจสอบคุณสมบัติรัฐมนตรีเป็นสิทธิเฉพาะของสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร สมาชิกวุฒิสภา และคณะกรรมการการเลือกตั้งเท่านั้น

รายละเอียดคำร้อง

นายธนะวิทย์ วงศ์ธารทิพย์ ยื่นคำร้องต่อศาลรัฐธรรมนูญ โดยกล่าวอ้างว่านายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี มีคำสั่งแต่งตั้งนายพิพัฒน์ รัชกิจประการ ให้มีอำนาจกำกับดูแลและสั่งการเกี่ยวกับนโยบายพลังงานและการบริหารจัดการสถานการณ์น้ำมันเชื้อเพลิงของประเทศ ซึ่งนายพิพัฒน์มีส่วนได้เสียในธุรกิจพลังงาน อาจส่งผลให้เกิดประโยชน์ต่อธุรกิจที่เกี่ยวข้องกับตนเองและเครือญาติ นอกจากนี้ นายพิพัฒน์ยังแถลงข่าวเกี่ยวกับการแก้ไขปัญหาสถานีบริการน้ำมันขาดแคลน ซึ่งส่งผลกระทบต่อประชาชน ทำให้ผู้ร้องได้รับความเสียหายโดยตรงจากการเพิ่มขึ้นของราคาน้ำมันเชื้อเพลิง ผู้ร้องขอให้ศาลวินิจฉัยว่าการกระทำของนายอนุทินและนายพิพัฒน์เป็นการฝ่าฝืนมาตรฐานทางจริยธรรมอย่างร้ายแรง มีผลประโยชน์ทับซ้อน และขอให้ความเป็นรัฐมนตรีของทั้งสองสิ้นสุดลงตามรัฐธรรมนูญ มาตรา 160 (4) และ (5), มาตรา 184 วรรคหนึ่ง (2), มาตรา 186 และมาตรา 170 วรรคหนึ่ง (4) และ (5)

เหตุผลที่ศาลไม่รับคำร้อง

ศาลรัฐธรรมนูญพิจารณาโดยการอภิปรายแล้วเห็นว่าข้อเท็จจริงตามคำร้อง คำร้องเพิ่มเติม และเอกสารประกอบไม่ปรากฏว่าผู้ร้องถูกละเมิดสิทธิหรือเสรีภาพโดยตรง และไม่ได้รับความเดือดร้อนหรือเสียหายจากการถูกละเมิดสิทธิหรือเสรีภาพจากการแต่งตั้งของผู้ถูกร้องทั้งสองแต่อย่างใด ผู้ร้องไม่ใช่บุคคลซึ่งถูกละเมิดสิทธิหรือเสรีภาพตามพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยวิธีพิจารณาของศาลรัฐธรรมนูญ พ.ศ. 2561 มาตรา 46 วรรคหนึ่ง

แบนเนอร์หลังบทความ Pickt — แอปรายการช้อปปิ้งแบบร่วมมือพร้อมภาพครอบครัว
แบนเนอร์กว้าง Pickt — แอปรายการช้อปปิ้งแบบร่วมมือสำหรับ Telegram

นอกจากนี้ การขอให้ศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัยความเป็นรัฐมนตรีสิ้นสุดลงตามรัฐธรรมนูญ มาตรา 170 นั้น รัฐธรรมนูญ มาตรา 170 วรรคสาม ประกอบมาตรา 82 บัญญัติให้สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรหรือสมาชิกวุฒิสภาจำนวนไม่น้อยกว่าหนึ่งในสิบของจำนวนสมาชิกทั้งหมดเท่าที่มีอยู่ของแต่ละสภา มีสิทธิเข้าชื่อร้องต่อประธานแห่งสภาที่ตนเป็นสมาชิกเพื่อให้ประธานแห่งสภาที่ได้รับคำร้องส่งคำร้องนั้นไปยังศาลรัฐธรรมนูญเพื่อวินิจฉัย หรือให้คณะกรรมการการเลือกตั้งมีอำนาจส่งเรื่องให้ศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัยได้ ซึ่งเป็นกรณีที่รัฐธรรมนูญหรือกฎหมายประกอบรัฐธรรมนูญได้กำหนดกระบวนการร้องหรือผู้มีสิทธิขอให้ศาลพิจารณาวินิจฉัยไว้เป็นการเฉพาะแล้ว

ช่องทางตรวจสอบเฉพาะ

ตามพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยวิธีพิจารณาของศาลรัฐธรรมนูญ พ.ศ. 2561 มาตรา 47 (2) ประกอบมาตรา 46 วรรคสาม บัญญัติให้ศาลรัฐธรรมนูญสั่งไม่รับคำร้องไว้พิจารณา ดังนั้น ผู้ร้องไม่อาจยื่นคำร้องดังกล่าวตามรัฐธรรมนูญ มาตรา 213 ได้ ศาลจึงมีคำสั่งไม่รับคำร้องไว้พิจารณา

คำวินิจฉัยนี้ถือเป็นบรรทัดฐานสำคัญที่ย้ำว่าการตรวจสอบคุณสมบัติรัฐมนตรีเป็นสิทธิเฉพาะของ สส. สว. และ กกต. เท่านั้น ไม่ใช่ช่องทางสำหรับประชาชนทั่วไปที่อาจได้รับผลกระทบทางอ้อม