นายชัชชาติ สิทธิพันธุ์ ผู้สมัครผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร หมายเลข 9 พร้อมทีม “กรุงเทพฯ ทำงาน” ลงพื้นที่หาเสียงในเขตราชเทวี สัมพันธวงศ์ และพระนคร เมื่อวันที่ 20 มิถุนายน 2569 เพื่อนำเสนอนโยบายพัฒนาเมืองและกระตุ้นเศรษฐกิจชุมชนผ่านการต่อยอดทุนทางวัฒนธรรมและอัตลักษณ์ท้องถิ่นให้กลายเป็นมูลค่าทางเศรษฐกิจ พร้อมยกระดับโครงสร้างพื้นฐานและเครือข่ายชุมชน เปลี่ยนย่านเก่าให้เป็นเครื่องยนต์เศรษฐกิจใหม่ของกรุงเทพฯ
เปิดตัว Bangkok Creative IP แพลตฟอร์มทรัพย์สินทางปัญญาของเมือง
นายชัชชาติเปิดเผยว่า หนึ่งในนโยบายสำคัญคือการจัดตั้ง “Bangkok Creative IP” แพลตฟอร์มกลางด้านทรัพย์สินทางปัญญาของเมือง เพื่อเปิดโอกาสให้ศิลปิน นักออกแบบ และผู้ประกอบการ นำอัตลักษณ์ของกรุงเทพฯ ไม่ว่าจะเป็น CI เมือง ฟอนต์เสาชิงช้า กราฟิก ชุดสีประจำเมือง หรือผลงานสร้างสรรค์ที่สะท้อนความเป็นกรุงเทพฯ มาต่อยอดเชิงพาณิชย์ผ่านระบบ Licensing ที่ถูกต้องตามกฎหมาย แพลตฟอร์มดังกล่าวจะช่วยเชื่อมโยงนักสร้างสรรค์กับผู้ผลิต นักลงทุน และแบรนด์ต่าง ๆ เพื่อพัฒนาสินค้าและบริการใหม่ ตั้งแต่ของที่ระลึก อาร์ตทอย เสื้อผ้า ไปจนถึงผลิตภัณฑ์เชิงวัฒนธรรมรูปแบบต่าง ๆ สร้างรายได้กลับคืนสู่คนทำงานสร้างสรรค์และชุมชน
นอกจากนี้ ยังมีแผนจัดประกวด “มาสคอตกรุงเทพฯ” เพื่อสร้างสัญลักษณ์ร่วมของเมือง โดยเปิดพื้นที่ให้ศิลปินรุ่นใหม่แสดงศักยภาพ และเปิดให้ภาคเอกชนสามารถนำมาสคอตที่ชนะไปต่อยอดเชิงธุรกิจได้ คล้ายกับโมเดลความสำเร็จของเมืองคุมาโมโตะ ประเทศญี่ปุ่น
จากย่านเก่าสู่เศรษฐกิจใหม่ของกรุงเทพฯ
ระหว่างลงพื้นที่ย่านทรงวาด นายชัชชาติได้พบปะพูดคุยกับนายเกียรติวัฒน์ ศรีจันทร์วันเพ็ญ หรือ “อุ๊ย Play Art House” เพื่อแลกเปลี่ยนแนวทางส่งเสริมผู้ประกอบการและศิลปินรุ่นใหม่ พร้อมย้ำวิสัยทัศน์การพัฒนา “ย่านสร้างสรรค์” ให้เป็นกลไกสำคัญในการกระจายรายได้และสร้างเศรษฐกิจฐานชุมชนทั่วกรุงเทพฯ ภายหลังเสร็จสิ้นภารกิจที่ทรงวาด ชัชชาติและทีมงานได้เดินทางต่อไปยังย่านปากคลองตลาด โดยใช้บริการเรือด่วนเจ้าพระยา พร้อมด้วย “อาจารย์หน่อง” รศ.ดร.สุพิชชา โตวิวิชญ์ สถาปนิกชุมชนเบื้องหลังการฟื้นฟูย่านปากคลองตลาด พร้อมกับมาสคอต “น้องดอก” ร่วมสร้างสีสัน ทักทายประชาชนและผู้ประกอบการในพื้นที่อย่างเป็นกันเอง
ปัดฉายา “แชมป์เก่านอนมา” ขอเคารพเสียงประชาชน
ต่อมานายชัชชาติ ให้สัมภาษณ์ชี้แจงหลังพรรคประชาชนตั้งข้อสังเกตว่าที่ผ่านมาการแก้ปัญหาทุจริตใน กทม. อาจยังไม่เห็นผลเป็นรูปธรรม โดยระบุว่า จากการดำเนินงานนโยบาย Open Data อย่างต่อเนื่อง ทำให้ข้อมูลเรื่องงบประมาณและโครงการต่าง ๆ ถูกเปิดเผยต่อสาธารณะ ส่งผลให้ปัญหาการทุจริตใน กทม. ลดลง โดยยกตัวอย่างสถิติการร้องเรียนเจ้าหน้าที่เทศกิจ ซึ่งในช่วงปี 2566-2567 มีการร้องเรียนกว่า 100 เรื่อง แต่เมื่อเข้าสู่ปี 2568 ตัวเลขการร้องเรียนลดลงไปอย่างมาก ซึ่งเป็นผลจากการทำงานอย่างจริงจังตลอด 2 ปีที่ผ่านมา
นอกจากนี้ กทม. ยังได้รับคำชื่นชมจากองค์กรต่อต้านคอร์รัปชัน (ประเทศไทย) หรือ ACT ที่จัดอันดับให้ กทม. ได้คะแนนความโปร่งใสถึงอันดับ 8 จาก 10 ซึ่งถือเป็นเรื่องที่หาได้ยากสำหรับการประเมินโดยหน่วยงานภายนอก โดยที่ผ่านมา กทม. ได้นำเทคโนโลยีเข้ามาใช้งานอย่างเต็มรูปแบบในหลายด้าน ทั้งการขออนุญาตก่อสร้างอาคารใหม่ ที่ผลักดันให้เป็นระบบออนไลน์ 100% , การเปิดเผยข้อมูลภาษีเตรียมเปิดเผยข้อมูลภาษีที่ดินและสิ่งปลูกสร้าง รวมถึงภาษีป้ายให้ชัดเจนตรวจสอบได้ รวมถึงการจ่ายค่าปรับเทศกิจผ่าน QR Code ที่สามารถโอนเงินตรงเข้าสู่บัญชีของสำนักงานเขตทันที ตัดวงจรการจ่ายเงินสดให้กับเจ้าหน้าที่
เมื่อผู้สื่อข่าวถามว่าการตั้งข้อสังเกตของพรรคประชาชนเป็นเกมการเมืองในช่วงหาเสียงหรือไม่ ชัชชาติระบุว่า ไม่รู้สึกกังวลและมองในแง่ดีว่าเป็นเรื่องยอดเยี่ยมที่ทุกคนหันมาให้ความสำคัญกับเรื่องทุจริตคอร์รัปชัน
“คอร์รัปชันคือสิ่งที่กัดกร่อนประเทศมากที่สุด คือการเอาทรัพยากรของคนอนาคต ของคนรุ่นใหม่ไปใช้อย่างหน้าด้าน ๆ โดยไม่มีอะไรกลับคืนมาให้เขาเลย ซึ่งปัญหานี้ไม่ใช่แค่เรื่องของ กทม. แต่เป็นปัญหาระดับประเทศที่รัฐบาลและทุกภาคส่วนต้องร่วมกันตรวจสอบตัวเอง” นายชัชชาติกล่าว
ส่วนประเด็นที่นักวิชาการประเมินจากคะแนนนิยมว่า ชัชชาติเป็น “แชมป์เก่านอนมา” นั้น ชัชชาติปฏิเสธในเรื่องนี้ โดยให้เหตุผลว่าโพลสำรวจความคิดเห็นเป็นเพียงการสุ่มตัวอย่างจากคนหลักร้อยหรือหลักพันเท่านั้น แต่ในการเลือกตั้งจริงมีประชาชนออกมาใช้สิทธิเป็นล้านคน
“ไม่มีหรอกครับคำว่านอนมา ผมยืนยัน คะแนนสามารถพลิกได้เสมอ ทุกพรรคต่างก็มีจุดแข็งของตัวเอง ถามว่าทำไมเราถึงต้องออกมาหาเสียงตั้งแต่เช้ามืดทุกวัน เหตุผลเพราะเราต้องเคารพประชาชน สุดท้ายวันที่ 28 มิถุนายน คือวันที่ประชาชนจะสั่งให้ใครมาเป็นผู้ว่าฯ กทม.” นายชัชชาติ กล่าวทิ้งท้าย
แอมเนสตี้ ประเทศไทย ยื่น 5 ข้อเรียกร้องสิทธิมนุษยชนต่อผู้สมัครผู้ว่าฯ กทม.
นายชัชชาติ พร้อมด้วยนายแสนปิติ สิทธิพันธุ์ (แสนดี) นางทวิดา กมลเวชช และทีมงาน “กรุงเทพฯ ทำงาน” ยังได้ไปร่วมสังเกตการณ์การจัดกิจกรรมของแอมเนสตี้ อินเตอร์เนชั่นแนล ประเทศไทย ที่จัดกิจกรรม “วาทะผู้นำ วาระสิทธิมนุษยชน” ภายใต้แนวคิด “กรุงเทพฯ เมืองที่ไม่ทิ้งใครไว้ข้างหลัง” บริเวณลานด้านหน้าหอศิลปวัฒนธรรมแห่งกรุงเทพมหานคร (BACC) เพื่อเปิดพื้นที่สาธารณะให้ประชาชนและสื่อมวลชนร่วมติดตาม แลกเปลี่ยน และตั้งคำถามต่อทิศทางนโยบายของผู้สมัครรับเลือกตั้งผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร ในช่วงโค้งสุดท้ายก่อนวันเลือกตั้ง
โดยแอมเนสตี้ อินเตอร์เนชั่นแนล ประเทศไทย ได้ยื่น 5 ข้อเรียกร้องวาระสิทธิมนุษยชน (Human Rights Agenda) ต่อผู้สมัครผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร เพื่อใช้เป็นกรอบในการกำหนดนโยบายเมือง ได้แก่
- คุ้มครองพื้นที่สาธารณะให้ประชาชนสามารถแสดงความคิดเห็นได้อย่างปลอดภัย
- อำนวยความสะดวกต่อการชุมนุมโดยสงบ
- รับฟังเสียงประชาชนก่อนการตัดสินใจเชิงนโยบาย
- ทำให้บริการของกรุงเทพมหานครเข้าถึงได้โดยไม่เลือกปฏิบัติ
- พัฒนาเมืองและจัดการสิ่งแวดล้อมอย่างเป็นธรรม
โดยแอมเนสตี้ ย้ำว่า การเลือกตั้งผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานครครั้งนี้ ไม่ใช่เพียงการแข่งขันด้านนโยบาย แต่คือโอกาสสำคัญในการกำหนดอนาคตของเมืองที่เคารพศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์ และไม่ทิ้งใครไว้ข้างหลัง



