นายกฯ อนุทิน นำร่องใช้รถไฟฟ้า BYD ไปทำงาน ไร้ขบวนนำ ร่วมประหยัดพลังงาน
นายกฯ อนุทิน ใช้รถไฟฟ้า BYD ไปทำงาน ไร้ขบวนนำ

นายกฯ อนุทิน นำร่องใช้รถไฟฟ้า BYD ไปทำงาน ไร้ขบวนนำ ร่วมรณรงค์ประหยัดพลังงาน

เมื่อวันที่ 25 มีนาคม 2569 นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี ได้แสดงให้เห็นถึงความมุ่งมั่นในการประหยัดพลังงาน โดยใช้รถยนต์ไฟฟ้าส่วนตัวในการปฏิบัติภารกิจประจำวัน ซึ่งถือเป็นการนำร่องที่สะท้อนนโยบายของรัฐบาลท่ามกลางสถานการณ์วิกฤตน้ำมันที่กำลังเผชิญอยู่

รายละเอียดการเดินทางและยานพาหนะ

นายกรัฐมนตรีได้ขับรถยนต์ไฟฟ้ายี่ห้อ BYD รุ่น SEALION 7 สีเทาเข้ม ซึ่งเป็นรถยนต์ไฟฟ้าอเนกประสงค์ (C-SUV) สไตล์สปอร์ตคูเป้ ที่เพิ่งซื้อมาเมื่อ 1-2 วันที่ผ่านมา โดยมีป้ายทะเบียน ฎ 9798 กรุงเทพมหานคร ในช่วงเช้าประมาณ 09.20 น. นายอนุทินได้เดินทางไปยังอาคารรัฐสภา เพื่อเข้าร่วมประชุมสภาผู้แทนราษฎร ซึ่งมีวาระพิจารณาญัตติด่วนเกี่ยวกับการรับมือวิกฤตพลังงานจากสถานการณ์การสู้รบในภูมิภาคตะวันออกกลาง

ต่อมาในเวลา 12.50 น. นายกรัฐมนตรีได้เดินทางเข้าปฏิบัติหน้าที่ที่ทำเนียบรัฐบาล ณ ตึกไทยคู่ฟ้า โดยที่นั่งด้านหน้าข้างคนขับ และที่สำคัญคือ ไม่มีรถนำขบวนหรือรถติดตาม ใดๆ ซึ่งเป็นการลดการใช้พลังงานและแสดงถึงความเรียบง่ายในการทำงาน

แบนเนอร์กว้าง Pickt — แอปรายการช้อปปิ้งแบบร่วมมือสำหรับ Telegram

การหารือแก้ไขวิกฤตพลังงาน

ในบ่ายวันเดียวกัน มีกำหนดการที่สำคัญคือ เวลา 14.00 น. นายกรัฐมนตรีจะมีการหารือกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ได้แก่ กระทรวงการคลัง กระทรวงพาณิชย์ กระทรวงพลังงาน และสภาพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ (สภาพัฒน์) เพื่อประเมินผลกระทบด้านพลังงานและหาแนวทางแก้ไข จากนั้นในเวลา 16.30 น. จะมีการประชุมหารือด้านสถานการณ์พลังงาน โดยมีนายพิพัฒน์ รัชกิจประการ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงคมนาคม ในฐานะผู้อำนวยการศูนย์บริหารและติดตามสถานการณ์การสู้รบในภูมิภาคตะวันออกกลาง (ผอ.ศบก.) เป็นประธาน

แบนเนอร์หลังบทความ Pickt — แอปรายการช้อปปิ้งแบบร่วมมือพร้อมภาพครอบครัว

การกระทำของนายกรัฐมนตรีในครั้งนี้เกิดขึ้นในบริบทของวิกฤตน้ำมันและมาตรการรณรงค์ประหยัดพลังงานของรัฐบาล ซึ่งนอกจากจะช่วยลดต้นทุนแล้ว ยังส่งเสริมการใช้พลังงานสะอาดและเป็นตัวอย่างที่ดีแก่ประชาชน โดยเฉพาะในสถานการณ์ที่ราคาน้ำมันผันผวนและมีความตึงเครียดในระดับโลก

การใช้รถยนต์ไฟฟ้าในครั้งนี้ไม่เพียงแต่เป็นการประหยัดพลังงาน แต่ยังสะท้อนถึงความใส่ใจต่อสิ่งแวดล้อมและความพยายามในการลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจก ซึ่งสอดคล้องกับแนวโน้มโลกที่หันมาใช้ยานยนต์ไฟฟ้ามากขึ้นเรื่อยๆ