การขยายสนามบินสุวรรณภูมิและดอนเมืองครั้งใหญ่ของ บมจ.ท่าอากาศยานไทย (ทอท.) สู่ขีดความสามารถรองรับผู้โดยสารรวมกว่า 200 ล้านคนต่อปี ส่งผลให้โครงการรถไฟความเร็วสูงเชื่อม 3 สนามบิน (ดอนเมือง-สุวรรณภูมิ-อู่ตะเภา) และเมืองการบินอู่ตะเภา ขาดความคุ้มค่าทางเศรษฐกิจอย่างรุนแรง จนกลุ่มกิจการร่วมค้าที่ชนะประมูลต้องขอเจรจายุติสัญญากับรัฐบาล
เอกชนขอถอนตัวจากรถไฟความเร็วสูง 3 สนามบิน
กิจการร่วมค้าในเครือ บริษัท เอเชีย เอรา วัน จำกัด ซึ่งประกอบด้วย บมจ.เจริญโภคภัณฑ์โฮลดิ้ง (CP), บมจ. อิตาเลียนไทย ดีเวล๊อปเมนต์, บมจ.ช.การช่าง และ China Railway Construction Corporation ได้ยื่นขอเจรจากับรัฐบาลเพื่อยุติสัญญาร่วมทุนโครงการรถไฟความเร็วสูงเชื่อม 3 สนามบิน เหตุผลหลักคือขาดความคุ้มค่าทางด้านการลงทุน และสถาบันการเงินปฏิเสธการปล่อยกู้ แม้รัฐบาลจะพยายามยื้อยุดโครงการด้วยการคิดแก้ไขสัญญา แต่ปัญหาความไม่ร่วมมือในโครงการลงทุนอื่นๆ ทำให้หาข้อยุติได้ยาก
ข้อมูลจากผลการศึกษาเดิมที่ใช้ประเมินโครงการนั้นเก่าเกินกว่าจะนำมาใช้ในปัจจุบันและอนาคต โดยเฉพาะการคาดการณ์ว่าสนามบินอู่ตะเภาจะรองรับผู้โดยสารได้ 13 ล้านคน ซึ่งปัจจุบันไม่เป็นจริงอีกต่อไป
สุวรรณภูมิดันสู่ 200 ล้านคน กับแผนขยายใหญ่
ทอท.กำลังเร่งดำเนินการขยายสนามบินสุวรรณภูมิครั้งใหญ่เพื่อผลักดันไทยสู่ศูนย์กลางการบินของภูมิภาค โดยเพิ่มขีดความสามารถรองรับผู้โดยสารจาก 60-85 ล้านคนต่อปี ไปสู่เป้าหมาย 120-200 ล้านคนต่อปี โครงการสำคัญคืออาคารผู้โดยสารฝั่งทิศใต้ (South Terminal) หรือ SAT-1 ซึ่งรวมอาคารเทียบเครื่องบินเพื่อขยับเพดานเป็น 120 ล้านคน
ต่อจาก SAT-1 ทอท.ยังมีโครงการส่วนต่อขยายอาคารผู้โดยสารหลักด้านทิศตะวันออก (East Expansion) เป็นโปรเจกต์เร่งด่วนที่เตรียมเปิดประมูลในปี 2570 กำหนดใช้เวลาก่อสร้าง 4 ปี เพื่อเพิ่มขีดความสามารถอีกไม่ต่ำกว่า 70 ล้านคนต่อปี โดยตั้งเป้าเปิดให้บริการภายในเดือนกันยายน 2574 ส่วนต่อขยายทั้ง 2 ด้านจะมีพื้นที่รวม 480,000 ตารางเมตร
ขณะเดียวกัน ทอท.กำลังเร่งขยายทางวิ่ง (รันเวย์) ที่ 4 และระบบคมนาคม เพื่อรองรับเที่ยวบินสูงสุดจาก 94 เที่ยวบินต่อชั่วโมงเป็น 120 เที่ยวบินต่อชั่วโมง พร้อมระบบรถไฟฟ้าไร้คนขับ (APM) ขยายเส้นทางเชื่อมต่อระหว่างอาคารหลัก SAT-1 และอาคารผู้โดยสารทั้งทิศใต้-ทิศตะวันออกเข้าด้วยกัน
ดอนเมืองเฟส 3 วงเงิน 3.6 หมื่นล้าน
ทอท.ยังมีโครงการพัฒนาสนามบินดอนเมืองระยะที่ 3 วงเงินลงทุนประมาณ 36,829 ล้านบาท โดยตั้งเป้าทุบอาคารผู้โดยสารหลังเก่า (Terminal 3) เพื่อสร้างอาคารใหม่สำหรับผู้โดยสารระหว่างประเทศ พร้อมปรับปรุงอาคาร 1 และ 2 เป็นอาคารผู้โดยสารภายในประเทศ ซึ่งจะเพิ่มขีดความสามารถรองรับผู้โดยสารสูงสุด 40-50 ล้านคนต่อปี โดยตั้งเป้าแล้วเสร็จและเปิดให้บริการส่วนแรกภายในปี 2573 และสมบูรณ์ทั้งโครงการภายในปี 2575
สิริรวม 2 สนามบินจะมีผู้โดยสารเข้า-ออกมากกว่าปีละ 200 ล้านคน ทำให้ยากที่ใครจะเดินทางต่อไปใช้สนามบินอู่ตะเภา ทั้งด้วยรถยนต์และรถไฟความเร็วสูง เนื่องจากต้องวิ่งผ่านดอนเมืองและสุวรรณภูมิอยู่แล้ว
อู่ตะเภาและเมืองการบินเสี่ยงไร้ความคุ้มค่า
สำหรับสนามบินอู่ตะเภา กลุ่มบริษัท อู่ตะเภา อินเตอร์เนชั่นแนล เอวิเอชั่น จำกัด (UTA) อาจยากจะดำเนินการให้เป็นไปตามเป้าหมาย และหาความคุ้มค่าทางเศรษฐกิจไม่ได้อีกต่อไป
ส่วนโครงการก่อสร้างท่าเรือแหลมฉบัง ระยะที่ 3 และท่าเรืออุตสาหกรรมมาบตาพุด ระยะที่ 3 แม้ยังมีความเป็นไปได้ที่จะดำเนินการ แต่จำเป็นต้องได้รับการสนับสนุนจากภาครัฐในการลงทุนด้านสาธารณูปโภค น้ำ และไฟฟ้าที่เพียงพอต่อการเข้ามาลงทุนโครงการดาต้าเซ็นเตอร์และเทคโนโลยีขั้นสูง
อย่างไรก็ตาม เอกชนผู้ทำสัญญากับรัฐ โดยเฉพาะกลุ่มกิจการร่วมค้าเอ็นซี (NCP) ที่ดำเนินงานพัฒนาท่าเรืออุตสาหกรรมมาบตาพุดเพื่อรองรับการขนถ่ายก๊าซธรรมชาติและอุตสาหกรรมปิโตรเคมี อาจต้องเร่งรัดให้เกิดการบังคับใช้โดยอัตโนมัติกับพื้นที่ทับซ้อนทางทะเลไทย-เขมร แม้รัฐบาลไทยจะบอกเลิก MOU 44 ไปแล้ว แต่สัญญายังมีผลบังคับใช้อยู่
ปัญหาสำคัญคือ หากไม่มีรถไฟความเร็วสูงและเมืองการบินสนับสนุนการลงทุนของท่าเรือ ความคุ้มค่าทางเศรษฐกิจจะยังมีอยู่หรือไม่ และภาครัฐจะให้การช่วยเหลืออย่างไรให้เอกชนผู้รับสัญญาเดินหน้าลงทุนต่อไปได้



