วิกฤตซ้อนวิกฤต! รัฐบาลอนุทินเผชิญปมร้อนพลังงาน สส.6 พรรคเรียกร้องเปิดโปง 'ไอ้โม่ง'
วิกฤตซ้อนวิกฤต รัฐบาลเผชิญปมร้อนพลังงาน สส.เรียกร้องเปิดโปง 'ไอ้โม่ง'

วิกฤตซ้อนวิกฤต! รัฐบาลอนุทินเผชิญปมร้อนพลังงาน สส.6 พรรคเรียกร้องเปิดโปง 'ไอ้โม่ง'

แทบทุกรัฐบาลในอดีตต่างต้องเผชิญกับเหตุวิกฤตในรูปแบบต่าง ๆ กันมาแล้วทั้งสิ้น แต่สิ่งที่ท้าทายยิ่งกว่าคือการรับมือกับวิกฤตที่เกิดขึ้นโดยตรง พร้อมทั้งบริหารจัดการผลกระทบที่ตามมา ซึ่งอาจเรียกได้ว่าเป็น "วิกฤตซ้อนวิกฤต" อย่างแท้จริง อย่างไรก็ตาม นอกเหนือจากวิกฤตที่เกิดจากสถานการณ์หรือเหตุการณ์เฉพาะหน้าแล้ว สิ่งสำคัญที่ถูกหยิบยกขึ้นมาคือการตรวจสอบว่าในภาวะวิกฤต มีบุคคลหรือกลุ่มใดที่ฉวยโอกาส "ลักลอบเอาผลประโยชน์" ในยามที่ประชาชนกำลังเดือดร้อนหรือไม่

การอภิปรายในสภาผู้แทนราษฎร: เสียงสะท้อนจาก 6 พรรคการเมือง

ข้อสังเกตนี้ได้ถูกประมวลผลจากการอภิปรายเสนอญัตติด่วนด้วยวาจา เรื่องแนวทางการรับมือกับวิกฤตตะวันออกกลางที่ส่งผลกระทบต่อประเทศไทย โดยมีสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจาก 6 พรรคการเมือง ได้แก่ พรรคภูมิใจไทย พรรคเพื่อไทย พรรคประชาชน พรรคประชาธิปัตย์ พรรคกล้าธรรม และพรรคประชาชาติ ร่วมกันเสนอต่อสภาผู้แทนราษฎรเมื่อวันที่ 25 มีนาคมที่ผ่านมา

ในการนี้ อนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี ได้กล่าวย้ำว่า อดีตรัฐบาลต่างก็เผชิญวิกฤตมาด้วยกันทั้งสิ้น ตัวอย่างเช่น:

แบนเนอร์หลังบทความ Pickt — แอปรายการช้อปปิ้งแบบร่วมมือพร้อมภาพครอบครัว
แบนเนอร์กว้าง Pickt — แอปรายการช้อปปิ้งแบบร่วมมือสำหรับ Telegram
  • อดีตรัฐบาลพรรคประชาธิปัตย์ที่ต้องรับมือกับวิกฤตการเงิน หรือที่รู้จักกันในชื่อ "วิกฤตแฮมเบอร์เกอร์"
  • อดีตรัฐบาลพรรคเพื่อไทยที่ต้องเผชิญกับอุทกภัยและน้ำท่วมใหญ่ในปี 2554
  • อดีตรัฐบาลของพลเอกประยุทธ์ จันทร์โอชาในปี 2563 ที่ต้องบริหารจัดการกับวิกฤตโควิด-19 ซึ่งถือเป็นวิกฤตซ้อนวิกฤตอย่างชัดเจน

สำหรับรัฐบาลปัจจุบันหรือ "ครม.อนุทิน 2" วิกฤตพลังงานได้กลายเป็น "ปมร้อน-ปมแรก" หลังเข้ารับหน้าที่ โดยในการอภิปราย สส.ต่างพุ่งเป้าและเรียกร้องให้เปิดโปง "อีแอบ-ไอ้โม่ง" ที่อาจยึดผลประโยชน์ส่วนตัวในภาวะวิกฤต พร้อมทั้งต้องนำตัวผู้กระทำผิดมาลงโทษให้ได้ เนื่องจากพวกเขายืนอยู่บนความเดือดร้อนของประชาชน

ข้อเสนอแนะและความคาดหวังต่อรัฐบาล

นอกจากข้อเสนอแนะต่อครม.อนุทิน 2 ในกรณีการวางแผนบริหารจัดการปัญหาเฉพาะหน้า ไม่ว่าจะเป็นเรื่องราคาน้ำมัน ราคาสินค้า หรือผลกระทบอื่นที่กำลังจะตามมาแล้ว สส.ส่วนใหญ่ยังคาดหวังให้เห็นนโยบายรัฐบาลที่จะแถลงต่อรัฐสภา เป็นนโยบายที่พร้อมรับมือกับวิกฤตที่กำลังจะเกิดขึ้น รวมไปถึงการจัดสรรงบประมาณผ่านร่างกฎหมายงบประมาณประจำปี 2570 ที่ต้องสอดรับกับสถานการณ์บ้านเมืองอย่างแท้จริง ไม่ใช่เพียงแค่นโยบายหาเสียงเท่านั้น

จาตุรนต์ ฉายแสง สส.บัญชีรายชื่อพรรคเพื่อไทย ได้สะท้อนให้เห็นถึงโจทย์สำคัญของรัฐบาลหรือครม.อนุทิน 2 ว่า รองจากการกำหนดนโยบายรัฐบาลที่จะแถลงต่อรัฐสภา ซึ่งถือเป็นแนวทางบริหารราชการแผ่นดินตลอด 4 ปี รัฐบาลต้องวางแผนให้รอบด้านและรับมือได้ทุกมิติ ไม่ใช่เพียงแค่การเอาตัวรอดจากวิกฤตที่เกิดขึ้น แต่ต้องทำอย่างไรให้ประเทศสามารถเดินหน้าไปสู่การมีฐานเศรษฐกิจที่มั่นคงและยืดหยุ่น สอดคล้องกับสถานการณ์ที่เกิดขึ้นได้

สถานการณ์ทางการเงินและงบประมาณที่ท้าทาย

ในเวลานี้ กองทุนน้ำมันติดลบอยู่ที่ 30,000 ล้านบาท และครม.ยังต้องเตรียมจัดสรรงบประมาณเพื่ออุดหนุนหรือพยุงกลุ่มเปราะบางในภาวะวิกฤตที่เกิดขึ้นอีก เพียงแค่นี้ เพดานหนี้สาธารณะก็พุ่งอยู่ที่ 7.7 แสนล้านบาทแล้ว ซึ่งถือเป็นข้อจำกัดด้านการจัดสรรงบประมาณของปีหน้าอย่างชัดเจน คู่ขนานกับปมและปัญหาที่ต้องคาดการณ์และมีแผนรับมือให้ชัดเจน

สรุปการอภิปรายและมติที่ได้

สรุปแล้ว การอภิปรายในสภาผู้แทนราษฎรใช้เวลาถึง 12 ชั่วโมงเต็ม และปิดสภาฯ ไปในช่วงเวลา 22.00 น. โดยประมวลผลแล้วคือ การเร่งให้รัฐบาลออกมาตรการรับมือเฉพาะหน้า และต้องมีแผนระยะยาวเพื่อรองรับสถานการณ์กันต่อไปอีกด้วย ก่อนปิดประชุม มีมติเห็นชอบให้ส่งทุกข้อเสนอแนะไปให้รัฐบาลพิจารณา

เมื่อมองในภาพรวม วิกฤตพลังงานไม่ใช่เพียงแค่ปมร้อนหรือปมแรกของรัฐบาลเท่านั้น แต่ยังหมายความว่าประชาชนเองก็ต้องปรับแผนการดำรงชีวิตเพื่อรับมือกับวิกฤตที่กำลังจะมาถึงด้วยเช่นกัน