รัฐบาลและพรรคภูมิใจไทยกำหนดไทม์ไลน์แถลงนโยบายต่อรัฐสภา 7-9 เมษายน มุ่งแก้วิกฤตพลังงานและขับเคลื่อนเศรษฐกิจ
วันนี้ (22 มีนาคม 2569) มีรายงานว่า รัฐบาลและพรรคภูมิใจไทย ได้วางไทม์ไลน์สำหรับการแถลงนโยบายต่อรัฐสภาไว้ในวันที่ 7-9 เมษายนนี้ โดยโจทย์สำคัญที่ต้องเร่งดำเนินการคือการแก้ไขวิกฤตพลังงาน หลังคาดการณ์ว่า คณะรัฐมนตรีอนุทิน 2 จะเข้ารับหน้าที่แทนคณะรัฐมนตรีรักษาการภายในปลายสัปดาห์หน้า
การเตรียมการของคณะรัฐมนตรีใหม่และไทม์ไลน์นโยบาย
มีการคาดการณ์ว่า นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี จะนำรายชื่อรัฐมนตรีในคณะรัฐมนตรีอนุทิน 2 ขึ้นทูลเกล้าทูลกระหม่อมถวายภายในวันที่ 24 มีนาคมนี้ และคาดว่าคณะรัฐมนตรีใหม่จะเริ่มปฏิบัติหน้าที่ได้ในปลายสัปดาห์หน้า ส่งผลให้คณะรัฐมนตรีรักษาการสิ้นสุดลง พร้อมกับการกำหนดไทม์ไลน์แถลงนโยบายรัฐบาลต่อรัฐสภาในวันที่ 7-9 เมษายน
ระหว่างนี้ พรรคภูมิใจไทยในฐานะพรรคแกนนำจัดตั้งรัฐบาล เตรียมหารือกับพรรคเพื่อไทยเพื่อร่วมกันร่างนโยบายรัฐบาล โดยมีเจตนารมณ์ที่จะต่อยอดนโยบายของพรรคหลัก โดยเน้นนโยบายเร่งด่วนที่ย้ำความรวดเร็วและแม่นยำ เพื่อให้เกิดผลในเชิงปฏิบัติ และจะติดคำว่า 'พลัส' (Plus) ไว้ โดยเฉพาะการกระตุ้นเศรษฐกิจ ซึ่งจะใช้ชื่อ 'Thailand 10 Plus' ซึ่งครอบคลุม 4 ด้านหลัก ได้แก่
- นโยบายการเติบโตอย่างทั่วถึง
- นโยบายเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขัน
- นโยบายการกระตุ้นเศรษฐกิจและจัดการหนี้
- นโยบายอุตสาหกรรมเพื่อการสร้างรายได้
การผลักดันร่างกฎหมายและนโยบายของพรรคเพื่อไทย
นอกจากนี้ รัฐบาลยังต้องผลักดันร่างกฎหมายคู่ขนานกันไปด้วย เช่น ร่างพระราชบัญญัติถ่ายโอนงบประมาณที่จะเก็บตกงบประมาณคงค้างในปี 2569 ร่างพระราชบัญญัติโอนกระทรวงการท่องเที่ยวไปกระทรวงวัฒนธรรม และร่างพระราชบัญญัติการอำนวยความสะดวกในการพิจารณาอนุญาตและการให้บริการแก่ประชาชน รวมถึงร่างพระราชบัญญัติบ้านเกิดเมืองนอน
สำหรับพรรคเพื่อไทย ได้นำเสนอนโยบายแก้ไขปัญหาปากท้อง การสร้างความเข้มแข็งของชุมชน และการผลักดันร่างกฎหมายด้านการศึกษาและการใช้วิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี ซึ่งมีหลักการมาจาก 47 นโยบายที่จะผลักดันสู่การพิจารณาของสภาผู้แทนราษฎร โดยเฉพาะร่างพระราชบัญญัติการปฏิรูปการศึกษาและร่างพระราชบัญญัติกองทุนมนุษย์
กรอบนโยบายและประเด็นที่ไม่ได้รวม
อย่างไรก็ตาม พระราชกำหนดกู้เงินชดเชยกองทุนน้ำมันนั้น ไม่ได้อยู่ในกรอบการวางร่างนโยบายรัฐบาลที่จะแถลงต่อรัฐสภา โดยพรรคภูมิใจไทยระบุว่าเป็นการดำเนินการโดย 'รัฐบาลรักษาการ' ซึ่งสะท้อนถึงความซับซ้อนในการเปลี่ยนผ่านอำนาจและการกำหนดนโยบายเร่งด่วน
การแถลงนโยบายในครั้งนี้จึงถือเป็นก้าวสำคัญในการกำหนดทิศทางของประเทศภายใต้รัฐบาลใหม่ โดยมุ่งเน้นการแก้ไขวิกฤตพลังงานและขับเคลื่อนเศรษฐกิจผ่านนโยบายที่ครอบคลุมและเป็นรูปธรรม



