รัฐบาลชะลอเก็บน้ำมันสำรอง 1% อัดฉีดน้ำมันเข้าระบบหวังแก้ปัญหาปั๊มแห้ง
นายพิพัฒน์ รัชกิจประการ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงคมนาคม ในฐานะผู้อำนวยการศูนย์บริหารและติดตามสถานการณ์การสู้รบในภูมิภาคตะวันออกกลาง (ศบก.) ได้แถลงผลการประชุมภายหลังการประชุมศบก. เมื่อวันที่ 23 มีนาคม 2569 โดยเปิดเผยว่า นายกรัฐมนตรีได้ลงนามสั่งชะลอการเก็บน้ำมันสำรองของผู้ค้าตามมาตรา 7 ของพระราชบัญญัติการค้าน้ำมันเชื้อเพลิง พ.ศ. 2543 เพื่อให้คงการเก็บน้ำมันสำรองไว้ที่ 1% เท่านั้น แทนที่จะเพิ่มขึ้นตามกำหนดเดิม
มาตรการเร่งด่วนอัดฉีดน้ำมันเข้าระบบ
นายพิพัฒน์ระบุว่า การชะลอการเก็บน้ำมันสำรองนี้มีวัตถุประสงค์หลักเพื่อให้สามารถอัดฉีดน้ำมันเข้าสู่ระบบสถานีบริการได้มากขึ้น โดยในแต่ละวัน โรงกลั่นและผู้ค้าตามมาตรา 7 ได้นำน้ำมันเข้าสู่ระบบเกือบ 10,000 สถานีบริการ จากเดิมที่เคยเติมน้ำมันประมาณ 67 ล้านลิตรต่อวัน ปัจจุบันค่าเฉลี่ยเพิ่มขึ้นเป็น 82-84 ล้านลิตรต่อวัน แต่ยังไม่เพียงพอต่อความต้องการของผู้ใช้ในประเทศไทยทั้งหมด
"จากการที่เมื่อวันที่ 21 มีนาคมที่ผ่านมา นายกรัฐมนตรีได้มีการลงนามในคำสั่งให้งดการเก็บน้ำมันสำรองของผู้ค้าตามมาตรา 7 ซึ่งเดิมกำหนดให้เพิ่มขึ้นอีก 0.5% ในวันที่ 31 มีนาคม และเพิ่มอีก 1.5% ในวันที่ 30 เมษายน จะทำให้มีน้ำมันสำรอง 3% แต่ตอนนี้จะชะลอออกไปโดยคงไว้ที่ 1% เหมือนก่อนเกิดสงคราม" นายพิพัฒน์กล่าว
ความคาดหวังภายในสัปดาห์นี้
รัฐบาลหวังว่ามาตรการนี้จะช่วยบรรเทาปัญหาการขาดแคลนน้ำมันในสถานีบริการต่างๆ ที่ประชาชนประสบอยู่ในขณะนี้ นายพิพัฒน์เผยว่า นายกรัฐมนตรีมีข้อสั่งการว่าภายในสัปดาห์นี้ คงจะได้เห็นว่าไม่มีสถานีบริการใดบอกว่าไม่มีน้ำมันขาย โดยผู้ค้าตามมาตรา 7 ได้รับทราบและพยายามปฏิบัติตามคำสั่งดังกล่าวแล้ว
นอกจากนี้ โรงกลั่นยังพยายามเพิ่มกำลังการผลิตให้ได้ค่าการกลั่นที่ 100% หรืออาจเกินกว่า 100% ซึ่งถือเป็นความสามารถในการกลั่นสูงสุด เพื่อปล่อยน้ำมันให้กับบริษัทผู้ค้าตามมาตรา 7 อย่างเต็มที่ ที่สำคัญคือน้ำมันสูตร B20 ภายในสัปดาห์นี้ ทางบริษัทและโรงกลั่นก็จะมีน้ำมันสูตรนี้ออกมาให้กับผู้ใช้และผู้ประกอบการด้านอุตสาหกรรม เพื่อช่วยผ่อนคลายสถานการณ์และให้ประชาชนได้ใช้น้ำมันอย่างเพียงพอ
นายพิพัฒน์ยังได้ขอแจ้งให้ประชาชนคนไทยได้รับทราบว่า รัฐบาลกำลังดำเนินการทุกวิถีทางเพื่อแก้ไขปัญหานี้อย่างเร่งด่วน และเชื่อว่าสถานการณ์จะดีขึ้นในเร็ววัน



