ศาลรัฐธรรมนูญมีคำวินิจฉัยเมื่อวันที่ 19 มิถุนายน 2567 ว่า พ.ร.บ.ภาพยนตร์และวีดิทัศน์ พ.ศ.2551 มาตรา 29 ที่ให้อำนาจคณะกรรมการพิจารณาภาพยนตร์และวีดิทัศน์ (กพว.) สั่งห้ามฉายภาพยนตร์ตลอดกาล ขัดต่อรัฐธรรมนูญ มาตรา 34 ว่าด้วยเสรีภาพในการแสดงความคิดเห็น ส่งผลให้คำสั่งแบนภาพยนตร์เรื่อง "ต้มยำกุ้ง" ที่ถูกแบนมานานกว่า 20 ปี สิ้นสุดลงทันที
ที่มาของการแบนต้มยำกุ้ง
ภาพยนตร์เรื่อง "ต้มยำกุ้ง" กำกับโดย เป็นเอก รัตนเรือง ออกฉายครั้งแรกในปี 2548 แต่ถูก กพว. สั่งห้ามฉายในประเทศไทย เนื่องจากเนื้อหามีการพาดพิงถึงสถาบันพระมหากษัตริย์และความขัดแย้งทางการเมือง โดยคำสั่งแบนดังกล่าวมีผลตลอดกาล อย่างไรก็ตาม ภาพยนตร์เรื่องนี้กลับได้รับเสียงชื่นชมจากนักวิจารณ์ต่างประเทศ และเข้าฉายในเทศกาลภาพยนตร์นานาชาติหลายแห่ง
ผลกระทบจากคำวินิจฉัย
คำวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญครั้งนี้ส่งผลให้คำสั่งแบนภาพยนตร์ที่ออกโดย กพว. ภายใต้มาตรา 29 ทั้งหมดกลายเป็นโมฆะ ไม่เพียงแต่เฉพาะเรื่องต้มยำกุ้งเท่านั้น แต่ยังรวมถึงภาพยนตร์อีกหลายเรื่องที่ถูกแบนในลักษณะเดียวกัน โดยผู้กำกับ เป็นเอก รัตนเรือง กล่าวว่า "นี่คือชัยชนะของเสรีภาพในการแสดงออก และเป็นก้าวสำคัญสำหรับวงการภาพยนตร์ไทย"
ปฏิกิริยาจากสังคม
นักวิชาการด้านกฎหมายและสื่อมวลชนต่างแสดงความเห็นว่าคำวินิจฉัยนี้เป็นการยืนยันหลักนิติธรรมและคุ้มครองสิทธิเสรีภาพของประชาชน ขณะที่กลุ่มอนุรักษ์นิยมบางส่วนแสดงความกังวลว่าอาจนำไปสู่การนำเสนอเนื้อหาที่ไม่เหมาะสมต่อสถาบันเบื้องสูง อย่างไรก็ตาม ศาลรัฐธรรมนูญได้ระบุในคำวินิจฉัยว่า การตรวจสอบเนื้อหาก่อนฉายยังคงทำได้ แต่ต้องไม่เป็นการแบนตลอดกาลโดยไม่มีกระบวนการพิจารณาที่เป็นธรรม
อนาคตของต้มยำกุ้ง
ปัจจุบัน ผู้สร้างภาพยนตร์กำลังเตรียมนำต้มยำกุ้งกลับมาฉายอีกครั้งในโรงภาพยนตร์ และคาดว่าจะมีกำหนดฉายภายในปี 2568 นี้ โดยจะมีการจัดเรตติ้งใหม่ตาม พ.ร.บ.ภาพยนตร์ที่แก้ไขเพิ่มเติม ด้านกระทรวงวัฒนธรรมอยู่ระหว่างการปรับปรุงกฎหมายให้สอดคล้องกับคำวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญ



