วันที่ 19 มิถุนายน 2569 นายสุรเดช ยะสวัสดิ์ อดีตรองหัวหน้าพรรคพลังประชารัฐ กล่าวถึงการแก้ไขปัญหาในจังหวัดภูเก็ตว่า การโยกย้ายผู้ว่าราชการจังหวัดภูเก็ตและรองผู้ว่าราชการจังหวัดภูเก็ต เป็นเพียงการแก้ปัญหาที่ปลายเหตุและไม่ตรงจุด การโยกย้ายรองผู้ว่าสองคนที่มีข่าวความขัดแย้งกันและถูกเชื่อมโยงกับหลายเรื่องในภูเก็ตไปจังหวัดอื่น โดยคนหนึ่งไปที่นครศรีธรรมราช อีกคนไปสงขลา ไม่ใช่การลงโทษ เพราะกระทรวงมหาดไทยรู้ดีว่าสองจังหวัดดังกล่าวถูกจัดเป็นเกรดเอเหมือนกับภูเก็ตและมีขนาดใหญ่กว่า มีผลประโยชน์มหาศาลไม่ต่างจากจังหวัดเดิม เจตนาเพียงต้องการลดกระแสเท่านั้น ส่วนผู้ว่าฯ ที่ถูกโยกย้ายมาเป็นรองปลัดกระทรวงมหาดไทย เป็นการตอกย้ำข่าวลือเรื่องการขู่ย้ายผู้ว่าฯ ว่ามีมูล ในเมื่อผู้ว่าฯ คนเก่าทำงานดี จนรองผู้ว่าฯ ไม่พอใจเพราะไปขัดขวางหลายการกระทำ เหตุใดจึงไม่ให้ปฏิบัติหน้าที่ต่อเพื่อแก้ปัญหา
ข้อเสนอของนายสุรเดช
นายสุรเดชกล่าวว่า การแก้ปัญหาต้องแก้ทั้งระบบ ต้องมีการถ่วงดุลอำนาจส่วนราชการในจังหวัดด้วย การจัดการแบบนี้ต้องใช้ตำรวจส่วนกลาง เริ่มต้นต้องหาข้อมูล รัฐบาลรู้ดีว่าใครเป็นคนเรียกค่าคุ้มครอง ใครเป็นหัวหน้า โยงกับนอมินีต่างชาติกลุ่มไหน ตรวจสอบได้ง่าย ไม่ยาก โดยเฉพาะจังหวัดท่องเที่ยว รู้ว่าใครเป็นใคร และควรเอา�ภูเก็ตเป็นโมเดลในการจัดการผู้มีอิทธิพล ต้องมีตำรวจส่วนกลางเข้าไปตรวจสอบ เช่น กองปราบ กรมสอบสวนคดีพิเศษ (ดีเอสไอ) เข้าไปตรวจสอบ การมีตำรวจส่วนกลางเข้าไปจะทำให้ตำรวจและข้าราชการในพื้นที่ตื่นตัว กลัว จะไม่กล้าไปรับส่วย ทุกอย่างต้องระมัดระวัง ตำรวจกองปราบไปได้ทั่วประเทศ มีอำนาจตามกฎหมายและจับกุมได้
ปัญหานอมินีและทุนเทา
นายสุรเดชกล่าวต่อว่า สำหรับปัญหาเรื่องถือหุ้นแทนนอมินีต่างชาติ ทุนเทานั้น ปัจจุบันพระราชบัญญัติการประกอบธุรกิจของคนต่างด้าว พ.ศ. 2542 หรือกฎหมายเกี่ยวกับนอมินี ค่อนข้างแรง มีโทษจำคุกไม่เกิน 3 ปี หรือปรับตั้งแต่ 100,000 - 1,000,000 บาท (หรือทั้งจำทั้งปรับ) และปรับรายวันอีกวันละ 10,000 - 50,000 บาท ดังนั้น ถ้าเราบังคับใช้จริงจัง นอมินีจะเบาบางลง แต่รัฐบาลต้องมีการเชือดไก่ให้ลิงดูด้วย
ข้อเสนอเรื่องฟรีวีซ่า
นายสุรเดชกล่าวว่า ขณะนี้เกิดสงครามที่ตะวันออกกลาง หรือ รัสเซีย-ยูเครน คนในประเทศเหล่านี้มีทั้งคนดีและไม่ดี จึงต้องแสวงหาสถานที่ใหม่ มาหลบภัย หรือมาหาทางทำธุรกิจ มาลงหลักปักฐาน ส่วนใหญ่จะมองประเทศไทย เพราะประเทศไทยคุ้มค่าในการมาใช้จ่าย จึงมีนักท่องเที่ยวเข้ามาจำนวนมาก ปีหนึ่ง 30 กว่าล้านคน ตนมองว่า ฟรีวีซ่าไม่มีความจำเป็นแล้วในสถานการณ์แบบนี้ จะทำให้เสี่ยงว่า ใครก็เข้ามาประเทศได้ ดังนั้น จะลดฟรีวีซ่าจาก 60 วัน เป็น 30 วัน หรือ 15 วัน ต่อให้ลดเหลือ 10 วัน ก็ไม่มีประโยชน์ เพราะเข้ามาฟรี จึงต้องยกเลิกเลย เพื่อให้เข้าระบบของกระทรวงการต่างประเทศ คัดกรองคนตั้งแต่ต้นทาง คนที่อยู่ ที่เป็นนอมินี ทุนเทา ก็จะเข้า-ออก ลำบาก ครั้งหน้ากลับไป จะกลับเข้ามาต้องถูกคัดกรองว่า มีประวัติอาชญากรรมหรือไม่ จะทำให้พวกนี้ทำธุรกิจเทาๆ ในประเทศไทยลำบาก เราต้องมองเรื่องความมั่นคงก่อน ตอนนี้มีชาวต่างชาติ เช่น จีน ซึ่งมีทุนเทาจำนวนมาก ที่หนีมาจากจีนและมาตั้งรกรากในไทยจำนวนมาก และจะเอาเครือข่ายเข้ามาเพิ่ม ทุนเทาพวกนี้จะทำสแกมเมอร์ ธุรกิจผิดกฎหมายต่างๆ นอกจากนี้ ยังมีกลุ่มอิสราเอล ที่ไปยึดเกาะพะงัน หรือ อ.ปาย จ.แม่ฮ่องสอน ตรงนี้ต้องแก้ไข ไม่ให้คนเหล่านี้เข้ามาแล้วแย่งงานคนไทยและสร้างปัญหา
ข้อกังวลเรื่องการท่องเที่ยว
นายสุรเดชกล่าวว่า ส่วนข้อกังวลว่า หากยกเลิกมาตรการฟรีวีซ่าจะทำให้การท่องเที่ยวตกลงนั้น รู้ได้อย่างไรว่าการท่องเที่ยวจะตก การท่องเที่ยวสำคัญคือ ต้องหานักท่องเที่ยวที่มีคุณภาพมาท่องเที่ยวและกลับประเทศ ไม่ใช่มาหาช่องทางทำธุรกิจผิดกฎหมาย จำเป็นต้องคัดกรองจากสถานทูตของเราเท่านั้น ส่วนความสัมพันธ์ระหว่างประเทศนั้น ต้องคุยกันว่า เราจำเป็นต้องยกเลิก เพราะประเทศเรากำลังประสบปัญหาแบบนี้ โดยให้กระทรวงการต่างประเทศพูดคุยกับกระทรวงการต่างประเทศนั้นๆ ได้ ดังนั้น ควรที่จะยกเลิกฟรีวีซ่า อย่างน้อยในช่วงเวลาแบบนี้ เพราะมันล่อแหลมเกี่ยวกับความมั่นคง
“อยากให้นายกฯและรัฐบาลเอาจริงเอาจัง ไม่ใช่ลูบหน้าปะจมูก ไม่ใช่จบแค่ลงพื้นที่ ไม่ใช่แค่มอบหมายงานรัฐมนตรี ไม่ใช่แค่โยกย้ายผู้ว่าฯ รองผู้ว่าฯ แต่ลงไปแก้ปัญหาให้เป็นรูปธรรม ทำให้ชาวบ้านรู้สึกว่า ปัญหาได้ถูกแก้ไขและน้อยลงอย่างเห็นได้ชัด” นายสุรเดช ระบุ



