นายอนันต์ โพธิ์นิ่มแดง ผู้ว่าการรถไฟแห่งประเทศไทย (รฟท.) เปิดเผยถึงความคืบหน้าโครงการรถไฟความเร็วสูงเชื่อม 3 สนามบิน ภายหลังการหารือร่วมกันระหว่างสำนักงานคณะกรรมการนโยบายเขตพัฒนาพิเศษภาคตะวันออก (EEC) รฟท. และเอกชนคู่สัญญา ว่า เมื่อวันที่ 6 กรกฎาคม 2569 กลุ่มซีพี ซึ่งเป็นกลุ่มบริษัทเอกชนที่ได้รับสัมปทานโครงการ ได้ยื่นหนังสือถึง รฟท. เพื่อขอใช้สิทธิ์เลิกสัญญาตามข้อ 6.2 ของสัญญาร่วมลงทุน เนื่องจาก รฟท.ไม่สามารถออกหนังสือแจ้งให้เริ่มงาน (Notice to Proceed: NTP) ได้ ส่งผลให้ รฟท.ต้องรายงานความคืบหน้าต่อที่ประชุมคณะกรรมการ (บอร์ด) ของ รฟท.
รฟท. กาง 2 ทางออก 'แก้สัญญา' หรือ 'สิ้นสุดสัญญา'
จากการหารือร่วมกันระหว่าง EEC, รฟท. และเอกชนคู่สัญญา ได้ข้อสรุปเป็น 2 แนวทางหลักเพื่อหาทางออกให้โครงการ ได้แก่ การเดินหน้าแก้ไขสัญญา ซึ่งเป็นแนวทางที่ รฟท. ให้ความสำคัญมากที่สุด ตามมติเดิมของคณะกรรมการนโยบายเขตพัฒนาพิเศษภาคตะวันออก (กพอ.) และคณะรัฐมนตรี (ครม.) ปัจจุบันร่างสัญญาฉบับแก้ไขผ่านการตรวจพิจารณาจากสำนักงานอัยการสูงสุดแล้ว และเอกชนยอมรับข้อสังเกตทั้ง 18 ประเด็น ขั้นตอนต่อไปคือการเสนอเรื่องกลับเข้า กพอ. และ ครม. หากได้รับความเห็นชอบ จะสามารถเดินหน้าก่อสร้างต่อได้ทันที
แนวทางที่สองคือการเข้าสู่กระบวนการสิ้นสุดสัญญา หากแนวทางแรกไม่ผ่านความเห็นชอบ ซึ่งสอดคล้องกับที่เอกชนได้ยื่นหนังสือขอใช้สิทธิ์เลิกสัญญามาแล้ว โดยการใช้สิทธิ์ดังกล่าวเกิดขึ้นภายใต้เงื่อนไขที่กำหนดไว้ในช่วงก่อนการออก NTP ตามสัญญากำหนดว่า หากไม่สามารถออก NTP ได้เนื่องจากปัญหาการส่งมอบพื้นที่ หรือเอกชนไม่สามารถได้รับบัตรส่งเสริมการลงทุน (BOI) ภายในระยะเวลาที่กำหนด คู่สัญญาฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งสามารถใช้สิทธิ์บอกเลิกสัญญาได้
สาเหตุขอเลิกสัญญาและข้อจำกัดด้านการเงิน
สำหรับกรณีของกลุ่มซีพี เอกชนได้อ้างสิทธิ์ตามข้อ 6.2 เนื่องจากยังไม่ได้รับบัตรส่งเสริมการลงทุนจาก BOI ครบถ้วนตามเงื่อนไข ส่งผลทำให้เอกชนไม่สามารถดำเนินการด้านการเงินได้ โดยเอกชนให้เหตุผลว่าหากไม่มี BOI จะกระทบต่อการจัดหาเงินกู้จากสถาบันการเงิน จึงเสนอให้มีการแก้ไขสัญญาก่อน แต่เมื่อไม่สามารถตกลงร่วมกันได้ภายในกรอบเวลาที่กำหนด จึงตัดสินใจยื่นหนังสือขอใช้สิทธิ์เลิกสัญญาตามเงื่อนไขดังกล่าว
นายอนันต์ กล่าวว่า ตามสัญญาร่วมลงทุน การสิ้นสุดสัญญาแบ่งออกเป็น 3 กรณีหลัก ได้แก่ การสิ้นสุดเมื่อครบอายุสัมปทาน 50 ปี การเลิกสัญญาในช่วงก่อนออก NTP ตามข้อ 6.2 และการบอกเลิกสัญญาจากเหตุอื่น เช่น รฟท.ผิดสัญญา เอกชนผิดสัญญา เหตุสุดวิสัย เหตุผ่อนผัน หรือกรณีที่รัฐบาลใช้อำนาจเพื่อประโยชน์สาธารณะ
แผนรับมือ 'แอร์พอร์ต เรล ลิงก์' ประชาชนต้องไม่เดือดร้อน
ประเด็นสำคัญที่ รฟท.ให้ความสำคัญเป็นพิเศษคือผลกระทบต่อการบริหารเดินรถไฟฟ้าแอร์พอร์ต เรล ลิงก์ เนื่องจากสิทธิการบริหารเดินรถมีความเชื่อมโยงกับสัญญาหลักของโครงการรถไฟความเร็วสูง หากสัญญาหลักสิ้นสุดลง สิทธิการบริหารเดินรถของเอกชนก็จะสิ้นสุดลงตามไปด้วย ขณะที่บันทึกข้อตกลง (MOU) การบริหารเดินรถในปัจจุบันจะครบกำหนดในวันที่ 30 กันยายนนี้
นายอนันต์ กล่าวว่า รฟท.จึงอยู่ระหว่างจัดทำแผนรองรับเพื่อไม่ให้ประชาชนได้รับผลกระทบจากการให้บริการ โดยมีทั้งแนวทางการเจรจากับเอกชนเพื่อขยายระยะเวลา MOU ให้บริหารเดินรถต่อไปอีกช่วงหนึ่ง หรือเตรียมความพร้อมให้ รฟท.กลับเข้ามาบริหารเดินรถเอง แม้จะเป็นภารกิจที่ต้องใช้เวลาและการเตรียมความพร้อมในหลายด้านก็ตาม
ส่วนความคืบหน้าการชำระบัญชีและหนี้สินของโครงการแอร์พอร์ต เรล ลิงก์ นายอนันต์ กล่าวว่า ขณะนี้อยู่ระหว่างการตรวจสอบตัวเลขร่วมกับฝ่ายการเงิน โดยเป็นการกระทบยอดรายได้ ค่าใช้จ่าย และดอกเบี้ยที่เกี่ยวข้อง เพื่อหาตัวเลขที่ถูกต้องที่สุด เบื้องต้นมีภาระทางการเงินที่ต้องพิจารณาประมาณเดือนละ 50 ล้านบาท แต่ยังไม่สามารถสรุปตัวเลขสุดท้ายได้ เนื่องจากต้องผ่านกระบวนการตรวจสอบและนำเสนอให้คณะกรรมการ รฟท. รวมถึงคณะอนุกรรมการด้านกฎหมายพิจารณาอีกครั้ง
นายอนันต์ กล่าวย้ำว่า รฟท.ยังคงเห็นว่าแนวทางที่ดีที่สุด คือการเดินหน้าโครงการตามแนวทางแรก เนื่องจากเป็นแนวทางที่ช่วยลดขั้นตอนทางกฎหมายและทำให้การก่อสร้างสามารถดำเนินต่อได้ทันที แต่หากเอกชนยังยืนยันว่าไม่สามารถดำเนินโครงการต่อได้และประสงค์ใช้สิทธิ์ตามกฎหมาย รฟท.ก็จะพิจารณาเรื่องดังกล่าวอย่างรอบคอบ โดยยึดประโยชน์สาธารณะ ความต่อเนื่องของโครงการ และการให้บริการรถไฟฟ้าแอร์พอร์ต เรล ลิงก์แก่ประชาชนเป็นสำคัญ



