ที่ประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.) ในวันศุกร์ที่ 14 มิถุนายน 2567 จะมีการพิจารณามาตรการภาษีเพื่อกระตุ้นเศรษฐกิจ ซึ่งเป็นไปตามข้อเสนอของกระทรวงการคลัง โดยมีรายละเอียดที่น่าสนใจหลายประการ
สาระสำคัญของมาตรการภาษี
แหล่งข่าวจากทำเนียบรัฐบาลเปิดเผยว่า มาตรการภาษีที่เสนอประกอบด้วยการลดภาษีเงินได้บุคคลธรรมดาและนิติบุคคล รวมถึงการขยายระยะเวลาการยื่นแบบแสดงรายการภาษี เพื่อช่วยเหลือผู้ประกอบการและประชาชนที่ได้รับผลกระทบจากภาวะเศรษฐกิจชะลอตัว
นายเศรษฐา ทวีสิน นายกรัฐมนตรี กล่าวก่อนการประชุมว่า "รัฐบาลให้ความสำคัญกับการฟื้นฟูเศรษฐกิจ โดยเฉพาะการลดภาระภาษีให้กับประชาชนและธุรกิจขนาดกลางและขนาดย่อม"
รายละเอียดมาตรการ
มาตรการภาษีที่คาดว่าจะถูกเสนอประกอบด้วย การลดภาษีเงินได้บุคคลธรรมดาสำหรับผู้มีรายได้ไม่เกิน 1 ล้านบาทต่อปี จากอัตราเดิม 10% เหลือ 5% และการลดภาษีเงินได้นิติบุคคลสำหรับ SMEs ที่มีรายได้ไม่เกิน 50 ล้านบาทต่อปี จาก 20% เหลือ 15% นอกจากนี้ ยังมีมาตรการขยายเวลาการยื่นแบบแสดงรายการภาษีเงินได้บุคคลธรรมดาและนิติบุคคลออกไปอีก 3 เดือน
การลดภาษีครั้งนี้คาดว่าจะทำให้รัฐสูญเสียรายได้ประมาณ 30,000 ล้านบาท แต่หวังว่าจะช่วยกระตุ้นการบริโภคและการลงทุนในประเทศ สร้างเม็ดเงินหมุนเวียนในระบบเศรษฐกิจเพิ่มขึ้น
ผลกระทบและข้อวิจารณ์
นักเศรษฐศาสตร์หลายรายมองว่ามาตรการลดภาษีเป็นเพียงการแก้ปัญหาระยะสั้น ไม่ได้แก้ปัญหาโครงสร้างเศรษฐกิจที่แท้จริง เช่น การแข่งขันที่ต่ำและนวัตกรรมที่ขาดแคลน
นายสมเกียรติ ตั้งกิจวานิชย์ ประธานสถาบันวิจัยเพื่อการพัฒนาประเทศไทย (TDRI) กล่าวว่า "การลดภาษีอาจช่วยกระตุ้นเศรษฐกิจได้บ้าง แต่ควรควบคู่ไปกับการปฏิรูปโครงสร้างเพื่อเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขัน"
การดำเนินการต่อไป
หลังจากที่ประชุม ครม. มีมติเห็นชอบ มาตรการดังกล่าวจะต้องผ่านกระบวนการทางกฎหมายก่อนมีผลบังคับใช้ คาดว่าจะสามารถประกาศใช้ได้ภายในเดือนกรกฎาคม 2567 นี้
ทั้งนี้ รัฐบาลยังมีมาตรการอื่นๆ เพื่อกระตุ้นเศรษฐกิจ เช่น การแจกเงินดิจิทัล 10,000 บาท ผ่านโครงการเติมเงินดิจิทัลวอลเล็ต ซึ่งอยู่ระหว่างการพิจารณาของคณะกรรมการกฤษฎีกา



