สภาล่มอีก! ไม่ครบองค์ประชุมถกแก้รธน. ปมที่มา ส.ว.
สภาล่มอีก! ไม่ครบองค์ประชุมถกแก้รธน. ปมที่มา ส.ว.

การประชุมรัฐสภาเพื่อพิจารณาร่างแก้ไขรัฐธรรมนูญรายมาตราในประเด็นที่มาของสมาชิกวุฒิสภา (ส.ว.) ต้องล่มลงอีกครั้งเมื่อวันที่ 24 กุมภาพันธ์ 2568 เนื่องจากจำนวนสมาชิกที่เข้าร่วมประชุมไม่ครบองค์ประชุมตามที่กฎหมายกำหนด โดยมีรายงานว่ามีสมาชิกเข้าร่วมเพียง 180 คน จากทั้งหมด 700 คน ขาดอีก 120 คนจึงจะครบองค์ประชุม 250 คนตามข้อบังคับการประชุมรัฐสภา

สาเหตุของการล่มประชุม

แหล่งข่าวจากรัฐสภาเปิดเผยว่า การขาดองค์ประชุมครั้งนี้เกิดจากหลายปัจจัย ทั้งการที่สมาชิกบางส่วนติดภารกิจในพื้นที่เลือกตั้ง การประวิงเวลาของฝ่ายค้าน และความไม่พร้อมของพรรคร่วมรัฐบาลในการเสนอญัตติ โดยเฉพาะอย่างยิ่งประเด็นที่มาของ ส.ว. ซึ่งเป็นข้อขัดแย้งหลักระหว่างฝ่ายที่ต้องการให้ ส.ว. มาจากการเลือกตั้งโดยตรง และฝ่ายที่ต้องการให้คงระบบการเลือกตั้งโดยอ้อมหรือการแต่งตั้ง

นายชวน หลีกภัย ประธานรัฐสภา ได้กล่าวภายหลังการเลื่อนประชุมว่า “เป็นเรื่องน่าเสียดายที่เราไม่สามารถเดินหน้าการแก้ไขรัฐธรรมนูญที่ประชาชนรอคอยได้ เพราะการขาดองค์ประชุมสะท้อนให้เห็นถึงปัญหาความร่วมมือทางการเมืองที่ยังคงมีอยู่”

แบนเนอร์กว้าง Pickt — แอปรายการช้อปปิ้งแบบร่วมมือสำหรับ Telegram

ผลกระทบต่อกระบวนการแก้ไขรัฐธรรมนูญ

การล่มประชุมครั้งนี้ส่งผลให้กระบวนการแก้ไขรัฐธรรมนูญต้องล่าช้าออกไปอีก โดยคาดว่าการประชุมครั้งต่อไปจะถูกเลื่อนออกไปอย่างน้อย 2 สัปดาห์ เนื่องจากต้องรอการประสานงานกับทุกพรรคการเมืองเพื่อให้แน่ใจว่ามีสมาชิกเข้าร่วมเพียงพอ ซึ่งอาจส่งผลกระทบต่อกำหนดการเดิมที่วางไว้ว่าจะแล้วเสร็จภายในเดือนเมษายนนี้

นายวิษณุ เครืองาม รองนายกรัฐมนตรี กล่าวว่า “รัฐบาลยังคงมุ่งมั่นที่จะผลักดันการแก้ไขรัฐธรรมนูญ แต่ต้องยอมรับว่าการทำงานร่วมกับทุกฝ่ายเป็นเรื่องที่ต้องใช้เวลา และการขาดองค์ประชุมเป็นอุปสรรคที่เราต้องแก้ไขร่วมกัน”

แบนเนอร์หลังบทความ Pickt — แอปรายการช้อปปิ้งแบบร่วมมือพร้อมภาพครอบครัว

ข้อเสนอแนะจากนักวิชาการ

รศ.ดร.พรสันต์ เลี้ยงบุญเลิศชัย อาจารย์ประจำคณะรัฐศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย วิเคราะห์ว่า การล่มประชุมบ่อยครั้งแสดงให้เห็นถึงความแตกแยกในสภาที่ไม่สามารถหาข้อสรุปร่วมกันได้ โดยเฉพาะในประเด็นที่มาของ ส.ว. ซึ่งเป็นหัวใจของระบอบประชาธิปไตย “หากยังคงมีความขัดแย้งเช่นนี้ การแก้ไขรัฐธรรมนูญอาจต้องใช้เวลานานกว่าที่คาด และอาจไม่สามารถตอบสนองความต้องการของประชาชนได้”

ด้านนายสมชัย ศรีสุทธิยากร อดีตกรรมการการเลือกตั้ง เสนอให้ใช้มาตรการทางกฎหมายเพื่อบังคับให้สมาชิกเข้าร่วมประชุม เช่น การหักค่าตอบแทนหรือการลงโทษทางวินัย เพื่อป้องกันการล่มประชุมซ้ำซาก

ท่าทีของพรรคการเมือง

พรรคก้าวไกล ซึ่งเป็นแกนนำฝ่ายค้าน ออกแถลงการณ์ระบุว่า “การขาดองค์ประชุมเป็นผลมาจากความไม่จริงใจของรัฐบาลในการแก้ไขรัฐธรรมนูญ โดยเฉพาะการไม่ยอมรับข้อเสนอของฝ่ายค้านที่ต้องการให้ ส.ว. มาจากการเลือกตั้งโดยตรง” ขณะที่พรรคเพื่อไทยในฐานะแกนนำรัฐบาล กล่าวว่าพร้อมเดินหน้าแก้ไขรัฐธรรมนูญ แต่ต้องอาศัยความร่วมมือจากทุกฝ่าย

การล่มประชุมครั้งนี้ตอกย้ำถึงความท้าทายในการปฏิรูปการเมืองไทย ซึ่งยังคงต้องเผชิญกับอุปสรรคทั้งจากความขัดแย้งทางการเมืองและการขาดความร่วมมือระหว่างฝ่ายต่างๆ