เมื่อเวลา 12.00 น. วันที่ 30 มิถุนายน 2569 ที่อาคารรัฐสภา นายณัฐชา บุญไชยอินสวัสดิ์ สส.บัญชีรายชื่อ พรรคประชาชน อภิปรายร่างพระราชบัญญัติงบประมาณรายจ่ายประจำปีงบประมาณ พ.ศ. 2570 ในภาพรวมของงบประมาณกระทรวงพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ โดยระบุว่าสวัสดิการขั้นพื้นฐานของประชาชนถูกตัดงบไปหลายส่วน อาทิ เงินอุดหนุนเด็กเล็กถูกตัดลดไปประมาณ 800 ล้านบาท รวมถึงมีการตกหล่นไม่ทั่วถึงเด็กที่ยากจน เบี้ยความพิการที่เคยสัญญาว่าจะเพิ่มจาก 800 เป็น 1,000 บาท แต่ไม่เห็นรายละเอียด และเบี้ยยังชีพผู้สูงอายุที่ไม่มีการปรับเพิ่มเลยตั้งแต่ปี 2554 ถึงแม้งบประมาณจะเพิ่มขึ้นทุกปีและกำลังเข้าสู่สังคมผู้สูงอายุ
กระทรวงพัฒนาสังคมถูกตัดงบ 1,954 ล้านบาท
นายณัฐชากล่าวต่อว่า กระทรวงพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ถูกตัดลดงบประมาณไป 1,954 ล้านบาท จึงเกิดคำถามว่าจะทำงานกันอย่างไร โดยถูกตัดงบทุกสำนักงาน ทุกกรม บางกรมถูกตัดไปเกินครึ่ง เงินที่ถูกตัดไปเหล่านี้สำคัญอย่างยิ่ง เพราะกระทรวง พม. ต้องเป็นผู้โอบรับ เป็นฟูกรองชีวิตของหลาย ๆ คนไม่ให้ล้มหายตายจาก แต่วันนี้กลับหายไปเกือบ 2,000 ล้านบาท
งบบุคลากรเพิ่มขึ้น 193 ล้านบาท ขณะที่งบดำเนินงานถูกปรับลด
นายณัฐชาตั้งข้อสังเกตว่า มีงบอยู่เพียงประเภทเดียวที่ถูกปรับเพิ่มขึ้นคือ งบบุคลากร ซึ่งเพิ่มขึ้น 193 ล้านบาท ถึงแม้บางส่วนอาจตอบกลับว่างบบุคลากรเป็นงบที่ลดไม่ได้เพราะต้องมีการเติบโตในอาชีพทุกปี แต่ตนขอปฏิเสธ เมื่อไปดูในส่วนของงบดำเนินงานที่ช่วยบุคลากร 373 ล้านบาท ตนเห็นว่างบส่วนนี้สามารถปรับลดได้ตามความเหมาะสมของงาน เช่น การจ้างเหมาบุคลากรช่วยปฏิบัติการ 154 ล้านบาท การจ้างเหมางานบริการ 199 ล้านบาท และค่าอาหารนอกเวลา 18 ล้านบาท ซึ่งลดมาแล้วจาก 73 ล้านบาท ตนยืนยันว่าสามารถลดได้ จากงบศูนย์เร่งรัดจัดการสวัสดิภาพประชาชนที่มีค่าอาหารนอกเวลา 53 ล้านบาทในปีงบประมาณที่แล้ว ก็ลดเหลือ 1 ล้านบาทในปีงบประมาณนี้
เพิ่มงบเช่ารถไฟฟ้า 263 ล้าน ซื้อคอมพิวเตอร์ 283 ล้าน แต่ตัดงบถึงมือประชาชน
นอกจากนี้ นายณัฐชากล่าวถึงข้อสังเกตอีกว่า มีการจัดงบประมาณขอเช่ารถไฟฟ้างบผูกพัน 5 ปี 263 ล้านบาท ทั้งที่ปีที่แล้วเพิ่งซื้อรถน้ำมันไป 106 ล้านบาท งบซื้อคอมพิวเตอร์ 283 ล้านบาท ทั้งที่ปีแล้วเพิ่งซื้อไป 140 ล้านบาท ในขณะที่รัฐบาลกลับไปตัดลดงบที่จะส่งตรงถึงมือประชาชน อาทิ งบรายจ่ายจำเป็นพื้นฐานในสถานสงเคราะห์จาก 7 ล้านบาท เหลือ 1 ล้านบาท งบช่วยเหลือฉุกเฉิน 3,000 บาทต่อคน (กรม.สค.) จาก 204 ล้านบาท เหลือ 150 ล้านบาท เงินซ่อมบ้านผู้สูงอายุจากหมื่นกว่าหลัง เหลือ 5,000 หลัง เงินอุดหนุนแรงงานสตรีจาก 5.7 ล้านบาท เหลือ 2.4 ล้านบาท งบสถาบันพัฒนาองค์กรชุมชน (พอช.) องค์การมหาชนจาก 1,814 ล้านบาท เหลือ 1,396 ล้านบาท และการเคหะแห่งชาติจาก 1,008 ล้านบาท เหลือ 546 ล้านบาท ทั้งหมดนี้แสดงให้เห็นว่า งบประมาณเพื่อประชาชนกลับลดลง แต่งบประมาณเพื่อหน่วยงานอย่างซื้อรถ ซื้อคอม กลับสูงขึ้น
กองทุนคนพิการมีค่าบริหารจัดการ 649 ล้านบาท ขณะที่งบนักสังคมสงเคราะห์เพียง 1.4 ล้าน
นายณัฐชาระบุถึงการจัดสรรงบประมาณของกระทรวง พม.ที่น่าสงสัยบางจุด อย่างเช่น กองทุนคนพิการที่มีหน้าที่แค่ให้ยืมกับให้เปล่า แต่กลับมีค่าบริหารจัดการกองทุนสูงถึง 649 ล้านบาท ต่อมาคือโครงการพัฒนาสมรรถนะบุคลากรสู่ความเป็นเลิศ ที่มีงบ 54 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 115 เปอร์เซ็นต์ โดยเป็นงบสร้างตึกไปแล้ว 48 ล้านบาท อีกทั้งกระทรวง พม.ยังมีงบประมาณจัดทำหลักสูตรอีก 5.5 ล้านบาท ทั้งที่ไม่มีเงินช่วยเหลือเยียวยาประชาชน นอกจากนี้ หน้าที่สำคัญอีกอย่างของกระทรวง พม.คือต้องให้การสนับสนุนนักสังคมสงเคราะห์ แต่กระทรวง พม.กลับมีงบประมาณสนับสนุนเพียง 1.4 ล้านบาท และเป็นเช่นนี้มาตลอดหลายปี นักสังคมสงเคราะห์จึงทำงานกันไม่ได้ ทำให้ประชาชนไปพึ่งพาเหล่าอินฟลูเอนเซอร์บนโซเชียลมีเดียแทน ตนจึงขอเสนอให้กระทรวง พม.เปลี่ยนบทบาทตัวเองจากผู้ปฏิบัติที่ต้องทำทุกอย่าง เป็นผู้ออกแบบและกำกับดูแลระบบ กระจายกันบริหารจัดการอย่างทั่วถึง เพื่อให้มีประสิทธิภาพมากที่สุด
ณัฐชาสรุป งบ พม.ลดลงแต่ไม่เหมาะสม ต้องเร่งดูแลประชาชนในวิกฤติ
ท้ายที่สุด นายณัฐชาสรุปว่า ถึงแม้ว่าดูผิวเผินงบประมาณกระทรวง พม.จะถูกลดเสียจนน่าสงสาร แต่เมื่อดูรายละเอียดก็ต้องตั้งคำถามว่าเหมาะสมหรือไม่ และในปี 2570 นี้ จะมีเงินไปช่วยเหลือประชาชนหรือไม่ ในสถานการณ์วิกฤติซ้อนวิกฤติของประเทศเช่นนี้ ขอให้ดูแลเรื่องนี้อย่างใกล้ชิดและจริงจัง เพื่อส่งต่องบประมาณให้มีประสิทธิภาพและเกิดประสิทธิผลมากที่สุด



