นักวิชาการยืนยันว่าสารพิษในแม่น้ำกกและแม่น้ำโขงสะสมในร่างกายมนุษย์ในระดับที่เกินกว่าที่ร่างกายจะรับได้ ส่งผลให้ชาวบ้านในพื้นที่เจ็บป่วยและพิการ พร้อมเรียกร้องให้รัฐบาลเร่งดำเนินการจัดการกับเหมืองแร่ในเมียนมาและจีนเทาที่เป็นต้นตอของปัญหา
เสวนาวันสิ่งแวดล้อมโลก ชี้ปัญหาสารพิษข้ามพรมแดน
เมื่อวันที่ 30 มิถุนายน 2569 สภาทนายความในพระบรมราชูปถัมภ์ โดยสำนักงานคณะกรรมการสิ่งแวดล้อม จัดงานเสวนาเนื่องในวันสิ่งแวดล้อมโลกประจำปี 2569 เรื่อง "แม่น้ำกก-แม่น้ำโขงกับวิกฤตสารพิษข้ามพรมแดน สิทธิของคนริมน้ำที่หายไป" โดยเชิญผู้เชี่ยวชาญด้านกฎหมายและสิ่งแวดล้อมจากภาครัฐและเอกชนร่วมให้ความรู้
ชาวบ้านแม่น้ำกกเผชิญสารเคมีปนเปื้อนหนัก
นางสาวเพียรพร ดีเทศน์ กรรมการบริหารมูลนิธิแม่น้ำและสิทธิ กล่าวว่าเธอเติบโตที่หมู่บ้านเล็กๆ ริมแม่น้ำในจังหวัดเชียงราย และครอบครัวของเธอเป็นหนึ่งในผู้ที่ได้รับผลกระทบจากสารพิษปนเปื้อนในแม่น้ำกกที่ไหลมาจากประเทศเพื่อนบ้าน เดิมแม่น้ำกกใสสะอาด มีปลาชุกชุม เป็นแหล่งน้ำประปาสำหรับอุปโภคบริโภค แต่ปัจจุบันชาวบ้านแจ้งว่าแม่น้ำขุ่นและปนเปื้อนสารเคมี
สหประชาชาติสอบสวนละเมิดสิทธิมนุษยชน
นางสาวเพียรพรเผยว่า ล่าสุด ผู้แทนและคณะทำงานของสหประชาชาติกว่า 10 หน่วยงาน ทำหนังสือถึงรัฐบาลไทย เมียนมา จีน และบริษัทเอกชนจีน 2 แห่ง ให้ตรวจสอบการละเมิดสิทธิมนุษยชนจากการปนเปื้อนสารพิษในแม่น้ำโขงตอนบน โดยรัฐบาลไทยต้องตอบข้อสงสัย 9 ข้อ ภายใน 60 วัน ภาพถ่ายดาวเทียมและข้อมูลจากกรมควบคุมมลพิษชี้ว่าแม่น้ำกกปนเปื้อนสารโลหะหนักอันตราย เช่น สารหนู ตะกั่ว แมงกานีส ซึ่งไม่สลายตัวและฝังตัวในสิ่งแวดล้อม เกิดจากการทำเหมืองแร่หายากในประเทศเพื่อนบ้านที่ขาดกฎหมายควบคุม เหมืองบางแห่งเป็นแบบใช้แล้วทิ้ง ย้ายทุก 3 ปี ทิ้งเหมืองเก่าไว้อย่างไร้ความรับผิดชอบ
เหยื่อสารพิษประสบปัญหาสุขภาพรุนแรง
ผศ.ดร.สิตางศุ์ พิลัยหล้า กล่าวถึงคำพิพากษาศาลแพ่งเมื่อวันที่ 24 มีนาคม 2569 ที่สั่งให้บริษัท อัครารีซอร์สเซส ชดใช้ค่าเสียหายแก่ชาวบ้าน 382 รายที่ได้รับผลกระทบจากเหมืองทองคำ แม้เป็นเรื่องน่าดีใจแต่การเยียวยายังน้อยนิด เธอเล่าถึงการลงพื้นที่พบผู้ป่วยชราที่กล้ามเนื้ออ่อนแรง ชาวบ้านมีแผลที่ไม่หาย เด็กเล็กป่วยหนัก และทารกคลอดออกมาผิดปกติ คณะทำงานของเธอที่เก็บตัวอย่างเพียง 1 วันก็มีอาการแสบร้อนจนนอนไม่ได้ เธอชี้ว่าชาวบ้านสูญเสียสิทธิในการอุปโภคบริโภคน้ำ และตั้งคำถามว่าคณะกรรมการตรวจสอบต่างๆ สามารถตอบปัญหาอะไรได้บ้าง
วุฒิสมาชิกเสนอใช้กลไกระหว่างประเทศ
นายชีวะภาพ ชีวะธรรม สมาชิกวุฒิสภา กล่าวว่ารัฐฉานเป็นต้นน้ำของแม่น้ำหลายสายที่ไหลผ่านไทย มีปัญหาทั้งสงคราม คอลเซนเตอร์ ยาเสพติด และสารพิษ รัฐบาลกลางพม่าไม่สามารถจัดการได้ การทำเหมืองใช้วิธีล้าหลังทำให้เกิดการรั่วไหล เขาเสนอให้ใช้กลไกระหว่างประเทศ เช่น คณะกรรมาธิการแม่น้ำโขง (MRC) แต่ต้องดึงจีนและพม่าซึ่งเป็นต้นน้ำเข้าร่วม พร้อมใช้มาตรการทางเศรษฐกิจ เช่น ควบคุมการนำเข้าแร่หายากหรือส่งออกอุปกรณ์ เพื่อบีบให้ประเทศเพื่อนบ้านปรับมาตรฐานความปลอดภัย
ทนายชี้รัฐไทยยังไม่เข้มแข็งพอ
นายชำนัญ ศิริรักษ์ ทนายความด้านสิทธิมนุษยชนและสิ่งแวดล้อม กล่าวว่าความต้องการแร่หายากสูงขึ้น แต่การจัดการเหมืองให้สะอาดมีต้นทุนสูง ในพม่าขาดกฎหมายบังคับใช้ ประเทศไทยเป็นปลายน้ำที่ได้รับผลกระทบ แต่ภาครัฐยังไม่เข้มแข็งในการใช้กฎหมายส่งเสริมสิ่งแวดล้อม และไม่มองว่าปัญหานี้เป็นภัยพิบัติ "ทุกอย่างในกระบวนการผลิตของเหมืองเหล่านี้ 70% ต้องผ่านประเทศไทย ดังนั้นต้องมาตั้งคำถามว่า ผู้ประกอบการรายใดมีส่วนร่วมกับเหมืองเหล่านี้หรือไม่" นายชำนัญกล่าว พร้อมเสนอให้ผู้บริโภคแบนสินค้าจากผู้ประกอบการที่เกี่ยวข้อง และติดตามการรีไซเคิลแร่หายากในภาคตะวันออกของไทย ซึ่งเขามองว่าไม่ต่างจากการถลุงแร่ แต่แย่กว่าคือตั้งอยู่ในเมือง
ภาคประชาชนเรียกร้องให้รัฐใช้กฎหมายเข้มงวด
ว่าที่ร้อยตรี สมชาย อามีน ประธานอนุกรรมการฝ่ายคดีสิ่งแวดล้อมและปฏิบัติการ สภาทนายความ กล่าวถึงการบังคับใช้กฎหมาย โดยอ้างถึง พ.ร.บ.สิ่งแวดล้อม พ.ศ.2535 ที่กำหนดให้ผู้ก่อมลพิษต้องรับผิดชอบ รวมถึงเจ้าของและกรรมการผู้บริหาร แต่บางคดีชาวบ้านยื่นขอค่าชดเชยน้อยเนื่องจากอิทธิพลในพื้นที่ กรณีต้นตอความเสียหายจากต่างประเทศ รัฐมีสิทธิ์ป้องกันตนเอง แต่ปัจจุบันยังไม่มีใครกล้าทำ เขาตั้งคำถามว่ารัฐสามารถใช้ปฏิบัติการทางทหารตอบโต้แหล่งก่อการร้ายหรือมลพิษได้หรือไม่
นางสาวเพียรพรกล่าวเสริมว่า รัฐย้ำเสมอว่าสารโลหะหนักที่ปนเปื้อนมีปริมาณไม่อันตราย แต่ขัดกับข้อมูลนักวิชาการที่พบว่าสารสะสมในธรรมชาติและร่างกายนานนับ 10 ปี นักวิชาการที่ลงตรวจถูกขอให้ระงับการเผยแพร่ข้อมูลเพราะกลัวกระทบเกษตรกร เธอถามว่า "ประเทศไทยต้องเสียงบประมาณในการตามล้างตามเช็ดผลกระทบจากกลุ่มจีนเทาเหล่านี้ไปถึงเมื่อไหร่"



