ศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัยปมถือหุ้นไอทีวีของพิธา
ศาลรัฐธรรมนูญมีคำวินิจฉัยในคดีที่ผู้ตรวจการแผ่นดินส่งเรื่องให้วินิจฉัยว่านายพิธา ลิ้มเจริญรัตน์ สส. บัญชีรายชื่อและประธานที่ปรึกษาหัวหน้าพรรคก้าวไกล มีลักษณะต้องห้ามตามรัฐธรรมนูญ มาตรา 98 (3) ประกอบมาตรา 187 หรือไม่ เนื่องจากถือหุ้นบริษัท ไอทีวี จำกัด (มหาชน) จำนวน 42,000 หุ้น ซึ่งเข้าข่ายเป็นกิจการสื่อสารมวลชน
ข้อเท็จจริงที่ศาลรับฟัง
ศาลพิเคราะห์ข้อเท็จจริงแล้วพบว่าไอทีวีเป็นบริษัทที่ประกอบกิจการโทรทัศน์และสื่อสารมวลชน แต่ปัจจุบันไม่ได้ประกอบกิจการดังกล่าวแล้ว โดยบริษัทได้เลิกประกอบกิจการโทรทัศน์ตั้งแต่ปี 2550 และถูกเพิกถอนใบอนุญาตประกอบกิจการโทรทัศน์ในเวลาต่อมา คงเหลือเพียงการเป็นเจ้าของทรัพย์สินและลิขสิทธิ์บางรายการเท่านั้น
นายพิธาถือหุ้นในไอทีวีจำนวน 42,000 หุ้น คิดเป็นร้อยละ 0.0035 ของทุนจดทะเบียน ซึ่งเป็นสัดส่วนที่น้อยมาก ไม่ทำให้มีอำนาจควบคุมหรือมีอิทธิพลเหนือการตัดสินใจของบริษัทแต่อย่างใด
คำวินิจฉัยของศาล
ศาลรัฐธรรมนูญมีมติเป็นเอกฉันท์วินิจฉัยว่านายพิธา ลิ้มเจริญรัตน์ ไม่มีลักษณะต้องห้ามตามรัฐธรรมนูญ มาตรา 98 (3) ประกอบมาตรา 187 เนื่องจากหุ้นที่ถืออยู่ในไอทีวีไม่ถือว่าเป็นการถือหุ้นในกิจการสื่อสารมวลชนที่ยังดำเนินการอยู่ และสัดส่วนการถือหุ้นไม่มีนัยสำคัญ
คำวินิจฉัยนี้ทำให้สิ้นสุดข้อครหาที่นายพิธาถูกกล่าวหาว่ามีคุณสมบัติไม่เหมาะสมในการเป็น สส. และส่งผลให้พรรคก้าวไกลไม่ได้รับผลกระทบจากการวินิจฉัยนี้
ปฏิกิริยาจากฝ่ายต่างๆ
นายพิธากล่าวภายหลังคำวินิจฉัยว่า ตนรู้สึกโล่งใจและขอบคุณศาลที่พิจารณาตามข้อเท็จจริง พร้อมยืนยันว่าไม่เคยมีเจตนาหลีกเลี่ยงกฎหมาย และพร้อมปฏิบัติตามคำวินิจฉัยของศาล ขณะที่ฝ่ายค้านและนักวิชาการหลายคนแสดงความเห็นว่าคำวินิจฉัยนี้เป็นไปตามหลักนิติธรรมและควรยุติประเด็นดังกล่าว
ด้านนายชวน หลีกภัย อดีตประธานรัฐสภา กล่าวว่า คำวินิจฉัยนี้ชัดเจนและควรเป็นบรรทัดฐานสำหรับคดีลักษณะเดียวกันในอนาคต



