สภานิติบัญญัติแห่งชาติจีน (NPC) ผ่านกฎหมายป้องกันการรีดไถทางไซเบอร์ (Anti-Extortion Law) ซึ่งจะมีผลบังคับใช้ตั้งแต่วันที่ 1 สิงหาคม 2569 เป็นต้นไป โดยกฎหมายดังกล่าวมุ่งเน้นการปราบปรามแก๊งคอลเซ็นเตอร์และอาชญากรรมออนไลน์ข้ามชาติที่สร้างความเสียหายทางเศรษฐกิจอย่างรุนแรง
รายละเอียดของกฎหมาย
กฎหมายฉบับนี้กำหนดบทลงโทษที่รุนแรงสำหรับผู้ที่เกี่ยวข้องกับการรีดไถทางไซเบอร์ รวมถึงการโทรศัพท์หลอกลวง การส่งข้อความหลอกลวง และการใช้เทคโนโลยี AI ปลอมแปลงเสียงหรือวิดีโอเพื่อข่มขู่เรียกเงิน โดยมีโทษจำคุกสูงสุด 10 ปี และปรับสูงสุด 1 ล้านหยวน (ประมาณ 5 ล้านบาท) สำหรับผู้กระทำผิดที่เป็นหัวหน้าแก๊ง
นอกจากนี้ กฎหมายยังกำหนดให้บริษัทโทรคมนาคมและแพลตฟอร์มออนไลน์ต้องมีมาตรการตรวจสอบและยับยั้งการโทรหรือข้อความที่น่าสงสัย หากไม่ปฏิบัติตามจะถูกปรับสูงถึง 5 ล้านหยวน (ประมาณ 25 ล้านบาท) และอาจถูกระงับใบอนุญาตประกอบกิจการ
ผลกระทบต่อสังคม
ตามข้อมูลของกระทรวงความมั่นคงสาธารณะจีน ในปี 2568 มีคดีรีดไถทางไซเบอร์มากกว่า 4.5 แสนคดี สร้างความเสียหายรวมกว่า 3.2 หมื่นล้านหยวน (ประมาณ 1.6 แสนล้านบาท) โดยเหยื่อส่วนใหญ่เป็นผู้สูงอายุและผู้ที่ขาดความรู้ด้านเทคโนโลยี กฎหมายใหม่คาดว่าจะช่วยลดจำนวนคดีลงได้อย่างน้อย 30% ภายในปีแรก
นายหลี่ เฉียง นายกรัฐมนตรีจีน กล่าวว่า "กฎหมายนี้เป็นเครื่องมือสำคัญในการปกป้องความมั่นคงทางไซเบอร์และทรัพย์สินของประชาชน เราจะไม่ยอมให้อาชญากรใช้เทคโนโลยีเป็นอาวุธทำร้ายสังคม"
การบังคับใช้และความร่วมมือระหว่างประเทศ
กฎหมายยังมีบทบัญญัติเกี่ยวกับความร่วมมือระหว่างประเทศ โดยจีนจะร่วมมือกับตำรวจสากล (Interpol) และประเทศอื่นๆ เพื่อติดตามและดำเนินคดีกับแก๊งอาชญากรรมข้ามชาติ โดยเฉพาะกลุ่มที่มีฐานปฏิบัติการในประเทศเพื่อนบ้าน เช่น กัมพูชา เมียนมา และลาว ซึ่งเป็นแหล่งที่มาของแก๊งคอลเซ็นเตอร์จำนวนมาก
นอกจากนี้ กฎหมายกำหนดให้ธนาคารและสถาบันการเงินต้องรายงานธุรกรรมที่ผิดปกติทันที หากพบว่ามีการโอนเงินไปยังบัญชีต้องสงสัยที่เกี่ยวข้องกับการรีดไถทางไซเบอร์ จะต้องอายัดบัญชีภายใน 24 ชั่วโมง
ผู้เชี่ยวชาญด้านความมั่นคงทางไซเบอร์ มหาวิทยาลัยปักกิ่ง ระบุว่า "กฎหมายนี้เป็นก้าวสำคัญในการต่อสู้กับอาชญากรรมไซเบอร์ แต่การบังคับใช้อย่างมีประสิทธิภาพต้องอาศัยความร่วมมือจากทุกภาคส่วน รวมถึงประชาชนที่ต้องตระหนักถึงภัยคุกคาม"



