วินาศภัยใต้คลื่นสึนามิเทียม: AI จำลองผลกระทบรุนแรง
วินาศภัยใต้คลื่นสึนามิเทียม: AI จำลองผลกระทบรุนแรง

ผลการจำลองสถานการณ์สึนามิเทียมโดยใช้ระบบปัญญาประดิษฐ์ (AI) ของศูนย์วิจัยและพัฒนาการป้องกันภัยพิบัติแห่งชาติ เผยให้เห็นถึงความรุนแรงของคลื่นยักษ์ที่อาจเกิดขึ้นในพื้นที่ภาคใต้ของไทย โดยเฉพาะในจังหวัดภูเก็ต พังงา และกระบี่ ซึ่งเป็นพื้นที่เสี่ยงภัยสูง

AI จำลองสถานการณ์สึนามิเทียม

ดร.สมชาย ใจดี ผู้อำนวยการศูนย์วิจัยฯ เปิดเผยว่า การจำลองครั้งนี้ใช้ข้อมูลจากแผ่นดินไหวขนาด 9.0 ริกเตอร์ที่เกิดขึ้นในร่องลึกสุมาตรา เมื่อวันที่ 26 ธันวาคม 2547 เป็นต้นแบบ แต่ปรับเปลี่ยนให้มีจุดศูนย์กลางใกล้กับชายฝั่งอันดามันของไทยมากขึ้น โดย AI ได้คำนวณความเร็วและความสูงของคลื่น รวมถึงพื้นที่ที่ได้รับผลกระทบ

ผลการจำลองพบว่า คลื่นสึนามิจะมีความสูงเฉลี่ย 10-15 เมตร เมื่อเข้าถึงชายฝั่ง โดยบางจุดอาจสูงถึง 20 เมตร โดยเฉพาะในพื้นที่อ่าวที่มีลักษณะแคบและลาดชัน คลื่นจะเคลื่อนที่ด้วยความเร็วประมาณ 800 กิโลเมตรต่อชั่วโมงในทะเลลึก และชะลอตัวลงเมื่อเข้าใกล้ชายฝั่ง

แบนเนอร์กว้าง Pickt — แอปรายการช้อปปิ้งแบบร่วมมือสำหรับ Telegram

ผลกระทบต่อชุมชนและเศรษฐกิจ

การจำลองระบุว่า บ้านเรือนในพื้นที่เสี่ยงจะได้รับความเสียหายประมาณ 2,000 หลังคาเรือน โดยเฉพาะในเขตชุมชนริมชายหาด เช่น หาดป่าตอง หาดกะรน และหาดกะตะ จังหวัดภูเก็ต รวมถึงหมู่เกาะพีพี จังหวัดกระบี่ และหาดเขาหลัก จังหวัดพังงา

จำนวนผู้เสียชีวิตที่คาดการณ์ไว้เบื้องต้นอยู่ที่ประมาณ 50 ราย ซึ่งน้อยกว่าเหตุการณ์สึนามิปี 2547 ที่มีผู้เสียชีวิตกว่า 5,000 คนในไทย เนื่องจากระบบเตือนภัยที่มีประสิทธิภาพมากขึ้นและการอพยพที่รวดเร็วขึ้น อย่างไรก็ตาม ความเสียหายทางเศรษฐกิจอาจสูงถึง 1,000 ล้านบาท เนื่องจากธุรกิจท่องเที่ยวได้รับผลกระทบหนัก

แบนเนอร์หลังบทความ Pickt — แอปรายการช้อปปิ้งแบบร่วมมือพร้อมภาพครอบครัว

หน่วยงานเร่งเตรียมพร้อมรับมือ

นายกรัฐมนตรีได้สั่งการให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องเร่งจัดทำแผนรับมือภัยพิบัติสึนามิ โดยเฉพาะในพื้นที่ภาคใต้ โดยให้กรมป้องกันและบรรเทาสาธารณภัยร่วมมือกับกองทัพเรือและตำรวจน้ำในการซ้อมแผนอพยพประชาชนและนักท่องเที่ยว

“เราต้องเตรียมพร้อมทุกด้าน ทั้งระบบเตือนภัย เส้นทางอพยพ และศูนย์พักพิงชั่วคราว เพื่อลดความสูญเสียให้มากที่สุด” นายกรัฐมนตรีกล่าว

ข้อเสนอแนะจากผู้เชี่ยวชาญ

ผู้เชี่ยวชาญด้านธรณีวิทยาแนะนำให้เพิ่มจำนวนหอเตือนภัยในพื้นที่ห่างไกล และปรับปรุงระบบสื่อสารให้ครอบคลุมทุกช่องทาง รวมถึงการส่งข้อความแจ้งเตือนผ่านมือถือโดยตรง นอกจากนี้ ควรมีการฝึกซ้อมอพยพอย่างสม่ำเสมออย่างน้อยปีละ 2 ครั้ง เพื่อให้ประชาชนคุ้นเคยกับขั้นตอนการหนีภัย

การจำลองสถานการณ์ด้วย AI ในครั้งนี้ถือเป็นเครื่องมือสำคัญที่ช่วยให้หน่วยงานภาครัฐและท้องถิ่นสามารถวางแผนรับมือภัยพิบัติได้อย่างมีประสิทธิภาพมากขึ้น ลดความเสี่ยงต่อชีวิตและทรัพย์สินของประชาชนในพื้นที่เสี่ยง