ทนายอั๋น ออกตัวไม่มีความรู้ IT โยนให้สมาชิกพรรคประชาชนไปสอบถามเรื่องเลเซอร์ ID เอง
ทนายอั๋น ปัดตอบเรื่องเลเซอร์ ID โยนให้สมาชิกพรรคสอบถามเอง

ทนายอั๋น ออกตัวไม่มีความรู้ไอที โยนให้สมาชิกพรรคประชาชนไปสอบถามเรื่องเลเซอร์ ID เอง

เมื่อวันที่ 18 กุมภาพันธ์ 2569 ที่สำนักงานคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) นายภัทรพงศ์ ศุภักษร หรือทนายอั๋น บุรีรัมย์ ได้ให้สัมภาษณ์ถึงกรณีที่สังคมจับตามองอย่างกว้างขวาง โดยเฉพาะประเด็นการเก็บเลเซอร์ ID ที่อยู่ด้านหลังบัตรประชาชนของพรรคประชาชนในการสมัครสมาชิกพรรค

อึกอักตอบปมเลเซอร์ ID บอกห่วงน้อยกว่าบัตรเลือกตั้ง

ทนายอั๋นมีท่าทีอึกอักก่อนจะแค่นหัวเราะและตอบว่าได้เห็นพรรคออกมาแถลงว่าไม่ใช่เฉพาะพรรคเอง หน่วยงานราชการอื่นและภาคธุรกิจเอกชนก็ทำแบบนี้เช่นกัน เขาย้ำว่า “ผมไม่มีความรู้เรื่องไอที ถ้าพูดไปก็จะหาว่าเข้าข้างพรรคส้มพรรคแดง” เมื่อถูกถามถึงความกังวลว่าข้อมูลอาจรั่วไหลเป็นอันตราย เขาระบุว่า “ผมเป็นห่วงน้อยกว่า กรณีบัตรเลือกตั้งที่โรงพิมพ์ปล่อยช่วงให้บริษัทของนายกิม เลียก ซึ่งข่าวระบุว่าประเทศไทยนับคะแนนได้ 94% แต่เขมรรู้ผลแล้ว”

เขายังเสนอแนะให้เจ้าหน้าที่กกต.โทรไปสอบถามสถานทูตกัมพูชาเพื่อขอคะแนนเลือกตั้ง พร้อมตั้งคำถามว่า “ถ้าข่าวนี้เป็นจริง ผมก็เป็นห่วงแหละ”

แบนเนอร์กว้าง Pickt — แอปรายการช้อปปิ้งแบบร่วมมือสำหรับ Telegram

โยนให้สมาชิกพรรคไปทวงถามเองจนสิ้นสงสัย

เมื่อผู้สื่อข่าวถามถึงความจำเป็นในการตรวจสอบพรรคการเมือง ทนายอั๋นอธิบายว่าเขาเป็นห่วงน้อยกว่าเพราะไม่ได้เป็นสมาชิกพรรคก้าวไกลหรือพรรคประชาชน แต่ในมุมประชาชนทั่วไป “คนที่ไม่ได้เป็นสมาชิกพรรคก็ไม่ต้องกังวลมาก ขอให้สมาชิกพรรคไปทวงถามจากพรรคให้ออกมาชี้แจงจนหายสงสัย” เขาปฏิเสธที่จะตอบว่าการเก็บเลเซอร์ ID เหมาะสมหรือไม่ โดยกล่าวว่า “ผมเป็นคนนอก ไม่กล้าไปวิจารณ์”

แบนเนอร์หลังบทความ Pickt — แอปรายการช้อปปิ้งแบบร่วมมือพร้อมภาพครอบครัว

ทนายอั๋นยังกล่าวถึงพฤติกรรมแปลกๆ ของพรรคประชาชน เช่น กรณีนายธนาธร จึงรุ่งเรืองกิจที่ปล่อยเงินกู้ให้พรรคเพื่อความโปร่งใส แต่ศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัยว่าไม่สามารถทำได้ เขาสงสัยว่าหากพรรคส้มถูกยุบ สมาชิกอาจกระจายตัวอย่างไรก็ตาม “ส่วนตัวไม่ทราบ ขอให้ทุกคนพิจารณาเอง”

จบสัมภาษณ์แล้วเดินจากทันที ต่างจากทุกครั้งที่ผ่านมา

หลังเสร็จสิ้นการให้สัมภาษณ์ นายภัทรพงศ์ได้เดินทางออกจากพื้นที่การแถลงข่าวทันที ซึ่งแตกต่างจากทุกครั้งที่เขามายื่นเรื่องร้องเรียนและมักจะยืนพูดคุยกับสื่อมวลชนเพื่อตอบข้อซักถามเพิ่มเติมในประเด็นที่ยังมีความสงสัย

ประเด็นนี้สะท้อนให้เห็นถึงความตึงเครียดทางการเมืองและความกังวลเกี่ยวกับความปลอดภัยของข้อมูลส่วนบุคคลในยุคดิจิทัล โดยเฉพาะในบริบทของการเลือกตั้งและกิจกรรมของพรรคการเมือง ซึ่งอาจส่งผลต่อความเชื่อมั่นของประชาชนในกระบวนการประชาธิปไตย