ศาลรัฐธรรมนูญมีคำสั่งให้ นายพิธา ลิ้มเจริญรัตน์ สส.แบบบัญชีรายชื่อ และหัวหน้าพรรคก้าวไกล หยุดปฏิบัติหน้าที่ สส. ทันที หลังจากที่รับคำร้องจากคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) กรณีถือหุ้นบริษัท ไอทีวี จำกัด (มหาชน) ซึ่งอาจเข้าข่ายขาดคุณสมบัติตามรัฐธรรมนูญ
คำสั่งศาลรัฐธรรมนูญมีผลทันที
เมื่อวันที่ 19 กรกฎาคม 2566 ศาลรัฐธรรมนูญได้พิจารณาคำร้องของ กกต. ที่ยื่นขอให้วินิจฉัยว่าสมาชิกภาพของนายพิธาสิ้นสุดลงตามรัฐธรรมนูญมาตรา 101 (6) ประกอบมาตรา 98 (3) หรือไม่ เนื่องจากถือหุ้นในบริษัทที่ประกอบกิจการสื่อสารมวลชน ซึ่งต้องห้ามมิให้ผู้สมัคร สส. ถือครอง โดยศาลมีมติเอกฉันท์ 9 ต่อ 0 เสียง ให้สั่งหยุดปฏิบัติหน้าที่ทันที
นายพิธากล่าวภายหลังทราบคำสั่งว่า “ผมขอทำหน้าที่ในสภาต่อไปจนกว่าจะมีคำวินิจฉัย แต่หากศาลมีคำสั่งให้หยุด ผมก็ต้องปฏิบัติตาม” พร้อมย้ำว่าพร้อมต่อสู้คดีอย่างเต็มที่
รายละเอียดคำร้องของ กกต.
กกต. ยื่นคำร้องต่อศาลรัฐธรรมนูญเมื่อวันที่ 12 กรกฎาคม 2566 โดยระบุว่านายพิธาถือหุ้นในบริษัท ไอทีวี จำนวน 42,000 หุ้น คิดเป็นสัดส่วน 0.0035% ของทุนจดทะเบียน ซึ่งเป็นหุ้นที่ตกทอดมาจากกองมรดกของบิดา โดยนายพิธาได้แสดงรายการทรัพย์สินต่อ ป.ป.ช. และชี้แจงว่าเป็นหุ้นที่ไม่ได้มีเจตนาถือครองเพื่อแสวงหาผลประโยชน์
อย่างไรก็ตาม กกต. เห็นว่าการถือหุ้นดังกล่าวอาจเข้าข่ายต้องห้ามตามรัฐธรรมนูญมาตรา 98 (3) ซึ่งกำหนดให้บุคคลที่ถือหุ้นในกิจการหนังสือพิมพ์หรือสื่อมวลชนใด ๆ ไม่มีสิทธิ์สมัครรับเลือกตั้งเป็น สส. โดยบริษัทไอทีวีเคยประกอบกิจการโทรทัศน์ระบบดิจิทัล แม้ปัจจุบันจะเลิกประกอบกิจการแล้ว แต่ยังคงเป็นนิติบุคคลที่จดทะเบียนอยู่
ผลกระทบทางการเมือง
คำสั่งหยุดปฏิบัติหน้าที่ของนายพิธาสร้างความตื่นตัวในแวดวงการเมือง โดยเฉพาะพรรคก้าวไกลที่ประกาศเตรียมยื่นคัดค้านคำสั่งดังกล่าว ขณะที่ฝ่ายรัฐบาลมองว่าเป็นกระบวนการยุติธรรมปกติ
นายชวน หลีกภัย ประธานสภาผู้แทนราษฎร กล่าวว่า “ศาลรัฐธรรมนูญมีอำนาจตามกฎหมาย การสั่งหยุดปฏิบัติหน้าที่เป็นกระบวนการเพื่อให้การพิจารณาคดีเป็นไปอย่างราบรื่น” ส่วนนายวิโรจน์ ลักขณาอดิศร สส.พรรคก้าวไกล กล่าวว่า “เราจะใช้กระบวนการทางกฎหมายเพื่อต่อสู้คดีนี้อย่างเต็มที่ เพราะเชื่อว่านายพิธาไม่ได้กระทำผิด”
หากศาลวินิจฉัยว่านายพิธาขาดคุณสมบัติ จะส่งผลให้สมาชิกภาพ สส. สิ้นสุดลง และอาจนำไปสู่การเลือกตั้งซ่อมหรือการเลื่อนลำดับบัญชีรายชื่อของพรรคก้าวไกล ซึ่งจะมีผลต่อคะแนนเสียงในสภา โดยเฉพาะในการโหวตเลือกนายกรัฐมนตรีที่กำลังจะมีขึ้น
กำหนดการพิจารณาคดี
ศาลรัฐธรรมนูญนัดพิจารณาคดีครั้งแรกในวันที่ 1 สิงหาคม 2566 โดยจะรับฟังคำชี้แจงจากนายพิธาและพยานหลักฐานเพิ่มเติม คาดว่าคดีจะใช้เวลาพิจารณาประมาณ 1-2 เดือน ก่อนมีคำวินิจฉัย



