ศาลรัฐธรรมนูญมีคำวินิจฉัยยุบพรรคก้าวไกล
เมื่อวันที่ 7 สิงหาคม 2567 ศาลรัฐธรรมนูญได้อ่านคำวินิจฉัยในคดีที่นายธีรยุทธ สุวรรณเกษร ผู้ตรวจการแผ่นดิน ส่งคำร้องขอให้ศาลวินิจฉัยตามรัฐธรรมนูญมาตรา 49 ว่า การกระทำของพรรคก้าวไกลที่เสนอร่างพระราชบัญญัติแก้ไขเพิ่มเติมประมวลกฎหมายอาญามาตรา 112 และการเคลื่อนไหวต่างๆ เป็นการใช้สิทธิเสรีภาพเพื่อล้มล้างการปกครองระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุขหรือไม่
ศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัยด้วยคะแนนเสียง 8 ต่อ 1 ว่า พรรคก้าวไกลมีพฤติกรรมที่เข้าข่ายล้มล้างการปกครอง เนื่องจากนโยบายและกิจกรรมของพรรคมุ่งแก้ไขมาตรา 112 ซึ่งเป็นกฎหมายที่คุ้มครองสถาบันพระมหากษัตริย์ โดยการกระทำดังกล่าวเป็นการใช้สิทธิเสรีภาพที่เกินขอบเขต และอาจนำไปสู่การบ่อนทำลายการปกครองระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข
คำสั่งยุบพรรคและตัดสิทธิกรรมการ
ศาลมีคำสั่งให้ยุบพรรคก้าวไกลตามพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยพรรคการเมือง พ.ศ. 2560 มาตรา 92 และให้ตัดสิทธิทางการเมืองของกรรมการบริหารพรรคเป็นเวลา 10 ปี นับตั้งแต่วันที่ศาลมีคำวินิจฉัย ซึ่งครอบคลุมถึงนายพิธา ลิ้มเจริญรัตน์ หัวหน้าพรรค และคณะกรรมการบริหารชุดปัจจุบันและชุดที่ถูกกล่าวหา จำนวน 11 คน
นอกจากนี้ ศาลยังมีคำสั่งให้ทรัพย์สินของพรรคก้าวไกลตกเป็นของแผ่นดิน ยกเว้นทรัพย์สินที่ได้มาจากการบริจาคโดยมีเงื่อนไขให้คืนแก่ผู้บริจาค
ผลกระทบทางการเมือง
การยุบพรรคก้าวไกลครั้งนี้ถือเป็นครั้งที่สองของพรรคที่มีแนวคิดปฏิรูปสถาบันกษัตริย์ ต่อจากกรณียุบพรรคอนาคตใหม่ในปี 2563 โดยพรรคก้าวไกลเกิดจากการรวมตัวของอดีตสมาชิกพรรคอนาคตใหม่ที่ถูกยุบไปแล้ว
นายพิธา ลิ้มเจริญรัตน์ กล่าวภายหลังคำวินิจฉัยว่า “เรายอมรับคำตัดสินของศาล แต่ขอให้ประชาชนจับตาดูการเมืองไทยต่อไป การต่อสู้เพื่อประชาธิปไตยยังไม่สิ้นสุด” ขณะที่พลเอกประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี กล่าวว่า “ศาลได้ทำหน้าที่ตามกฎหมาย ประเทศชาติต้องเดินหน้าต่อไป”
ปฏิกิริยาจากต่างประเทศ
องค์กรสิทธิมนุษยชนระหว่างประเทศหลายแห่งออกมาแสดงความกังวล เช่น แอมเนสตี้ อินเตอร์เนชั่นแนล ระบุว่า “การยุบพรรคการเมืองที่ได้รับความนิยมจากประชาชนเป็นการโจมตีประชาธิปไตยในไทย” ขณะที่สหรัฐอเมริกาแสดงความผิดหวังต่อคำตัดสินดังกล่าว
ด้านนักวิชาการมองว่า การยุบพรรคก้าวไกลอาจส่งผลให้เกิดความไม่สงบทางการเมืองในระยะยาว เพราะฐานเสียงของพรรคยังคงมีอยู่มาก โดยเฉพาะกลุ่มคนรุ่นใหม่ที่ต้องการการเปลี่ยนแปลง



