ศาลรัฐธรรมนูญรับคำร้องนายกฯ เศรษฐา 8 ส.ค.นี้
ศาลรัฐธรรมนูญรับคำร้องนายกฯ เศรษฐา 8 ส.ค.นี้

เมื่อวันที่ 24 กรกฎาคม 2567 ศาลรัฐธรรมนูญมีมติเป็นเอกฉันท์ 9 ต่อ 0 รับคำร้องของคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) ที่ขอให้วินิจฉัยสถานภาพนายเศรษฐา ทวีสิน นายกรัฐมนตรี สิ้นสุดลงตามรัฐธรรมนูญ มาตรา 170 วรรคหนึ่ง (4) ประกอบมาตรา 160 (4) และ (5) หรือไม่ กรณีแต่งตั้งนายพิชิต ชื่นบาน เป็นรัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี ทั้งที่รู้หรือควรรู้ว่านายพิชิตขาดคุณสมบัติหรือมีลักษณะต้องห้าม

ไทม์ไลน์คดีสำคัญ

ศาลฯ มีคำสั่งให้นายเศรษฐาหยุดปฏิบัติหน้าที่นายกรัฐมนตรีนับตั้งแต่วันที่ 24 กรกฎาคม 2567 จนกว่าศาลจะมีคำวินิจฉัย โดยให้มีผลทันที พร้อมนัดไต่สวนพยานหลักฐานในวันที่ 8 สิงหาคม 2567 เวลา 09.30 น. ณ ห้องพิจารณาคดี ชั้น 3 ศาลรัฐธรรมนูญ

คดีนี้สืบเนื่องมาจากเมื่อวันที่ 18 มิถุนายน 2567 สมาชิกวุฒิสภา (ส.ว.) จำนวน 40 คน ยื่นคำร้องต่อประธานวุฒิสภา เพื่อส่งให้ศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัยตามรัฐธรรมนูญ มาตรา 170 วรรคสาม ประกอบมาตรา 82 โดยระบุว่านายเศรษฐาในฐานะนายกรัฐมนตรี มีหน้าที่เสนอชื่อบุคคลเพื่อแต่งตั้งเป็นรัฐมนตรีต่อพระมหากษัตริย์ การที่นายเศรษฐาเสนอชื่อนายพิชิตซึ่งเคยต้องคำพิพากษาให้จำคุกในคดีละเมิดอำนาจศาล ถือเป็นการกระทำที่รู้หรือควรรู้ว่านายพิชิตขาดคุณสมบัติหรือมีลักษณะต้องห้ามตามรัฐธรรมนูญ มาตรา 160 (4) และ (5) ส่งผลให้นายเศรษฐาสิ้นสุดสถานภาพนายกรัฐมนตรีตามมาตรา 170 วรรคหนึ่ง (4)

แบนเนอร์หลังบทความ Pickt — แอปรายการช้อปปิ้งแบบร่วมมือพร้อมภาพครอบครัว
แบนเนอร์กว้าง Pickt — แอปรายการช้อปปิ้งแบบร่วมมือสำหรับ Telegram

ข้อกล่าวหาต่อนายพิชิต ชื่นบาน

นายพิชิต ชื่นบาน เคยถูกศาลฎีกาพิพากษาจำคุก 6 เดือน โดยไม่รอลงอาญา ในคดีละเมิดอำนาจศาล เมื่อปี 2556 ฐานนำเงิน 2 ล้านบาทไปมอบให้เจ้าหน้าที่ศาลเพื่อเป็นค่าดำเนินการคดี ซึ่งศาลเห็นว่าเป็นการกระทำที่ไม่เหมาะสมและละเมิดอำนาจศาล ทำให้นายพิชิตขาดคุณสมบัติการเป็นรัฐมนตรีตามรัฐธรรมนูญ มาตรา 160 (4) ที่กำหนดว่าต้องไม่เป็นบุคคลที่เคยต้องคำพิพากษาให้จำคุก แม้คดีนั้นจะเป็นการกระทำโดยประมาทหรือความผิดลหุโทษก็ตาม

อย่างไรก็ตาม นายพิชิตได้ยื่นลาออกจากตำแหน่งรัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรีเมื่อวันที่ 21 พฤษภาคม 2567 ก่อนที่ศาลรัฐธรรมนูญจะรับคำร้องนี้ แต่การลาออกของนายพิชิตไม่ส่งผลให้คดีสิ้นสุดลง เนื่องจากศาลต้องวินิจฉัยการกระทำของนายเศรษฐาในขณะที่แต่งตั้งนายพิชิต

ผลกระทบทางการเมือง

การที่ศาลรัฐธรรมนูญมีมติรับคำร้องและสั่งให้นายเศรษฐาหยุดปฏิบัติหน้าที่ ส่งผลให้เกิดสุญญากาศทางการเมือง เนื่องจากนายเศรษฐาต้องหยุดปฏิบัติหน้าที่ทันที โดยที่ยังไม่มีผู้ดำรงตำแหน่งรักษาการนายกรัฐมนตรีอย่างเป็นทางการ ตามรัฐธรรมนูญ มาตรา 171 กำหนดว่าในกรณีนายกรัฐมนตรีหยุดปฏิบัติหน้าที่ ให้รองนายกรัฐมนตรีเป็นผู้รักษาการ โดยเรียงตามลำดับอาวุโส ซึ่งปัจจุบันรองนายกรัฐมนตรีอาวุโสที่สุดคือ นายภูมิธรรม เวชยชัย แต่ยังไม่มีการประกาศแต่งตั้งอย่างเป็นทางการ

นายชูศักดิ์ ศิรินิล รองหัวหน้าพรรคเพื่อไทย กล่าวว่า พรรคเพื่อไทยเคารพการตัดสินของศาลฯ และจะเตรียมหลักฐานเพื่อชี้แจงต่อศาลในวันที่ 8 สิงหาคมนี้ โดยยืนยันว่านายเศรษฐาได้ปฏิบัติตามขั้นตอนการเสนอชื่อรัฐมนตรีอย่างถูกต้อง และการที่นายพิชิตยื่นลาออกไปแล้วก็ไม่น่าจะส่งผลกระทบต่อสถานภาพนายกฯ

ด้านนายรังสิมันต์ โรม ส.ส.พรรคก้าวไกล กล่าวว่าคดีนี้เป็นบททดสอบสำคัญของระบบตุลาการ และหวังว่าศาลจะพิจารณาอย่างรวดเร็วเพื่อไม่ให้เกิดความไม่แน่นอนทางการเมืองนานเกินไป

กำหนดการไต่สวน

ศาลรัฐธรรมนูญนัดไต่สวนพยานหลักฐานในวันที่ 8 สิงหาคม 2567 เวลา 09.30 น. โดยให้คู่กรณียื่นคำชี้แจงและพยานหลักฐานภายในวันที่ 31 กรกฎาคม 2567 และให้ฝ่ายที่เกี่ยวข้องอื่นๆ เช่น กกต. ผู้ถูกร้อง และผู้ร้อง ส่งเอกสารเพิ่มเติมตามที่ศาลกำหนด

ทั้งนี้ หากศาลวินิจฉัยว่านายเศรษฐาขาดคุณสมบัติ สถานภาพนายกรัฐมนตรีจะสิ้นสุดลงทันที และคณะรัฐมนตรีทั้งคณะจะต้องพ้นจากตำแหน่งตามรัฐธรรมนูญ มาตรา 170 วรรคสอง ส่งผลให้ต้องมีการเลือกตั้งนายกรัฐมนตรีคนใหม่ และอาจนำไปสู่การยุบสภาได้