กกต.เผชิญฟ้อง 3 ศาล ปมบาร์โค้ดบัตรเลือกตั้ง 2569 เสี่ยงเลือกตั้งโมฆะ-โทษจำคุก
หลังการเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร (สส.) เมื่อวันที่ 8 กุมภาพันธ์ 2569 ผ่านไปกว่า 2 สัปดาห์ วิกฤตศรัทธาต่อคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) ยังไม่คลี่คลาย โดยเฉพาะประเด็นร้อนแรงเรื่อง "บาร์โค้ด-คิวอาร์โค้ด" บนบัตรเลือกตั้ง ที่อาจตรวจสอบย้อนกลับไปถึงตัวผู้ลงคะแนนได้ จนนำไปสู่การที่ฝ่ายการเมือง นักวิชาการ และภาคประชาชน เดินหน้ายื่นเรื่องร้องเรียนและฟ้องร้องต่อหน่วยงานที่เกี่ยวข้องใน 3 ศาลหลัก ได้แก่ ศาลรัฐธรรมนูญ ศาลปกครอง และศาลอาญา เพื่อเอาผิด กกต. ในข้อหาจัดการเลือกตั้งที่อาจขัดหลักการเลือกตั้งโดยลับตามรัฐธรรมนูญ
ศาลรัฐธรรมนูญ: วินิจฉัยปมบาร์โค้ด ขัดหลักเลือกตั้งโดยลับหรือไม่
ศาลรัฐธรรมนูญมีอำนาจตรวจสอบกรณีที่ขัดต่อรัฐธรรมนูญ โดยคดีส่วนใหญ่ที่ยื่นเกี่ยวข้องกับประเด็นบัตรเลือกตั้งมีบาร์โค้ด ซึ่งอาจขัดรัฐธรรมนูญ 2560 มาตรา 85 ที่กำหนดให้การเลือกตั้งต้องเป็นไปโดยตรงและลับ หากศาลวินิจฉัยว่าไม่ลับ อาจทำให้การเลือกตั้งครั้งนี้ "เป็นโมฆะทั้งประเทศ" เช่นเดียวกับกรณีการเลือกตั้งปี 2549 และ 2557 ที่ศาลเคยวินิจฉัยให้เป็นโมฆะมาแล้ว
ผู้ยื่นเรื่องต่อศาลรัฐธรรมนูญรวมถึง:
- ทนายอั๋น บุรีรัมย์ (นายภัทรพงศ์ ศุภักษร) ยื่นเรื่องต่อผู้ตรวจการแผ่นดินเมื่อวันที่ 13 กุมภาพันธ์ เพื่อส่งต่อศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัยปมคิวอาร์โค้ดและบัตรเขย่ง
- นายชูศักดิ์ ศิรินิล รองหัวหน้าพรรคเพื่อไทย เปิดเผยว่ากำลังรวบรวมหลักฐานเพื่อร้องผ่านผู้ตรวจการแผ่นดินส่งศาลรัฐธรรมนูญ
- นายมงคลกิตติ์ สุขสินธารานนท์ แคนดิเดตนายกฯ จากพรรคทางเลือกใหม่ ยื่นเรื่องเมื่อวันที่ 16 กุมภาพันธ์
- นางสาวนันทนา นันทวโรภาส จากกลุ่ม สว.พันธุ์ใหม่ รับหนังสือจากทนายอั๋นเพื่อให้ สว. 20 คนเข้าชื่อส่งเรื่องศาลรัฐธรรมนูญ โดยคาดยื่นคำร้องเสร็จวันที่ 26 กุมภาพันธ์
ศาลปกครอง: ตรวจสอบการทำหน้าที่ของ กกต. ชอบด้วยกฎหมายหรือไม่
ศาลปกครองมีอำนาจวินิจฉัยว่าการทำหน้าที่ของ กกต. ชอบด้วยกฎหมายหรือไม่ และสามารถสั่งคุ้มครองชั่วคราวให้ระงับการประกาศรับรองผลการเลือกตั้ง สส. ได้ หากศาลพิพากษาว่าการมีบาร์โค้ดไม่ชอบด้วยกฎหมาย อาจสั่งให้จัดการเลือกตั้งใหม่หรือทำลายบัตรเลือกตั้งที่มีปัญหา
ผู้ยื่นเรื่องต่อศาลปกครอง เช่น:
- ทนายชา (นายธนู รุ่งโรจน์เรืองฉาย) ยื่นเมื่อวันที่ 14 กุมภาพันธ์ เรียกร้องให้จัดเลือกตั้งใหม่โดยพิมพ์บัตรไม่ให้ตรวจสอบย้อนกลับได้ และระงับการประกาศรับรองผลจนกว่าศาลจะพิพากษา
- นายอัครวัฒน์ พงศ์ธนาชลิตกุล สว.สำรอง ยื่นเมื่อวันที่ 15 กุมภาพันธ์ เรียกร้องให้บัตรเลือกตั้งเป็นบัตรเสียและลงโทษ กกต. ด้วยโทษจำคุก
- ตัวแทนนิสิตนักศึกษา 9 มหาวิทยาลัยและนายนรเศรษฐ์ นาหนองตูม ยื่นเมื่อวันที่ 16 กุมภาพันธ์ ขอให้ศาลสั่ง กกต. ระงับการประกาศรับรองผลเลือกตั้งชั่วคราว
ศาลอาญา: ฟ้องทางอาญาต่อ กกต. โทษปรับและจำคุก
เป็นการฟ้องในความผิดมาตรา 157 ฐานเป็นเจ้าพนักงานปฏิบัติหรือละเว้นการปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบ มีโทษจำคุกตั้งแต่ 1-10 ปี หรือปรับ 20,000-200,000 บาท หรือทั้งจำทั้งปรับ ซึ่งเป็นคดีอาญาแผ่นดินที่ยอมความไม่ได้และมีอายุความ 15 ปี
กรณีการเลือกตั้ง 2569 มีการยื่นฟ้อง เช่น:
- ร้อยเอกยงยุทธ เสาแก้วสถิต ทนายความ ยื่นฟ้องนายณรงค์ กลั่นวารินทร์ ประธาน กกต. และพวก รวม 8 คน เมื่อวันที่ 23 กุมภาพันธ์ กล่าวหาว่ามีเจตนาทุจริตร่วมกันสั่งพิมพ์บัตรเลือกตั้งใส่คิวอาร์โค้ดและบาร์โค้ด ศาลรับคำฟ้องและนัดฟังคำสั่งชั้นตรวจฟ้องวันที่ 17 มีนาคม
- พรรคประชาชน กำลังทำคำฟ้องและรวบรวมหลักฐานเพื่อยื่นเอาผิดมาตรา 157 ในกรณีการจัดการเลือกตั้งและบาร์โค้ด-คิวอาร์โค้ดบัตรเลือกตั้ง
วิกฤตครั้งนี้สะท้อนถึงความกังวลอย่างกว้างขวางต่อความโปร่งใสและความน่าเชื่อถือของการเลือกตั้ง ซึ่งผลการวินิจฉัยของศาลทั้งสามจะส่งผลกระทบอย่างลึกซึ้งต่ออนาคตทางการเมืองของประเทศไทย



