ผู้ตรวจการแผ่นดินเผยความคืบหน้าคำร้องเอาผิด กกต. เรื่องการเลือกตั้ง 2569
เมื่อวันที่ 19 กุมภาพันธ์ 2569 พล.ต.อ.สรายุทธ สงวนโภคัย ผู้ตรวจการแผ่นดิน ได้เปิดเผยความคืบหน้าในการพิจารณาคำร้องจากภาคประชาชนที่มายื่นร้องเรียนเกี่ยวกับปัญหาการจัดการเลือกตั้งของสำนักงานคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) โดยขณะนี้มีคำร้องที่เกี่ยวข้องทั้งหมด 28 เรื่อง ซึ่งสำนักงานผู้ตรวจการแผ่นดินได้รับไว้พิจารณาอย่างครบถ้วนแล้ว
แบ่งประเด็นพิจารณาเป็น 2 กลุ่มหลัก
การพิจารณาคำร้องได้ถูกแบ่งออกเป็น 2 ประเด็นสำคัญเพื่อความชัดเจนและประสิทธิภาพในการดำเนินการ ดังนี้:
- ประเด็นแรก: ปัญหาการละเมิดสิทธิประชาชนผู้ใช้สิทธิเลือกตั้ง โดยเฉพาะกรณีที่อ้างว่าการลงคะแนนบัตรเลือกตั้งไม่เป็นความลับ มีผู้ร้องทั้งหมด 18 ราย ในประเด็นนี้ ผู้ตรวจการแผ่นดินต้องแสวงหาข้อเท็จจริงจากทั้งฝ่ายผู้ร้องและ กกต. พร้อมวินิจฉัยตามพยานหลักฐานเพื่อตัดสินว่าคำร้องมีมูลพอจะส่งให้ศาลรัฐธรรมนูญพิจารณาหรือไม่ โดยต้องดำเนินการให้เสร็จภายใน 60 วัน สำนักงานได้ส่งหนังสือให้ กกต. ตอบชี้แจงภายใน 7 วัน เพื่อให้ความเป็นธรรม แต่หาก กกต. ไม่ชี้แจง ผู้ตรวจการแผ่นดินสามารถใช้ดุลพินิจพิจารณาจากฝ่ายผู้ร้องเพียงฝ่ายเดียวได้
- ประเด็นที่สอง: ปัญหาการจัดการเลือกตั้งของ กกต. รวมถึงการปฏิบัติหน้าที่ของเจ้าหน้าที่และกรรมการประจำหน่วยเลือกตั้ง (กปน.) ที่อาจไม่ชอบด้วยกฎหมาย มีผู้ร้องทั้งหมด 10 ราย ประเด็นนี้อยู่ในอำนาจวินิจฉัยชี้ขาดโดยตรงของผู้ตรวจการแผ่นดินตามกฎหมาย โดยกระบวนการพิจารณาจะเร็วหรือช้าขึ้นอยู่กับความสมบูรณ์ของคำร้องและพยานหลักฐานที่เกี่ยวข้อง
ยืนยันความเป็นธรรมและกระบวนการตามกฎหมาย
พล.ต.อ.สรายุทธ กล่าวย้ำว่า "ผู้ตรวจการแผ่นดินไม่ได้นิ่งนอนใจ เราพิจารณาทุกคำร้องที่ประชาชนส่งเข้ามา เพราะทุกข์ของประชาชนเป็นสิ่งที่รอไม่ได้ แต่กระบวนการพิจารณาวินิจฉัยจะต้องให้ความเป็นธรรมกับทุกฝ่ายและเป็นไปตามบทบัญญัติของกฎหมาย จะใช้ความรู้สึกมาตัดสินไม่ได้ เนื่องจากหลักพิจารณาต้องยึดตามหลักนิติธรรม โดยใช้ข้อกฎหมายและข้อเท็จจริงมาประกอบกัน ใครทำผิดก็ว่าไปตามความผิด" ข้อความนี้สะท้อนถึงความมุ่งมั่นในการรักษาความโปร่งใสและความยุติธรรมในกระบวนการตรวจสอบ
ทั้งนี้ การดำเนินการดังกล่าวเกิดขึ้นที่สำนักงานผู้ตรวจการแผ่นดิน โดยมีเป้าหมายเพื่อแก้ไขข้อกังวลของประชาชนเกี่ยวกับการเลือกตั้งปี 2569 อย่างทันท่วงทีและมีประสิทธิภาพ ควบคู่ไปกับการเคารพหลักกฎหมายและสิทธิของทุกฝ่ายที่เกี่ยวข้อง



