นายกฤษฎา บุญราช ผู้ว่าราชการจังหวัดกระบี่ (รักษาการผู้ว่าฯ กระทรวงการต่างประเทศ) เปิดเผยว่า ได้สั่งการให้กรมการกงสุลและหน่วยงานที่เกี่ยวข้องรวบรวมพยานหลักฐานเพื่อดำเนินคดีกับนายวรพจน์ รัตนโรจนากุล ผู้ว่าราชการจังหวัดสุราษฎร์ธานี ในข้อหาละเว้นการปฏิบัติหน้าที่ จากการที่ปล่อยให้มีการก่อสร้างท่าเรือเฟอร์รี่โดยไม่ได้รับอนุญาตบนเกาะสมุย โดยนายกฤษฎากล่าวว่า "ผมได้มอบหมายให้ฝ่ายกฎหมายตรวจสอบข้อเท็จจริง และหากพบว่ามีการละเว้นการปฏิบัติหน้าที่จริง ก็จะดำเนินคดีตามกฎหมายอย่างเด็ดขาด"
ที่มาของปัญหา
สืบเนื่องจากกรณีที่มีการร้องเรียนจากประชาชนและผู้ประกอบการในพื้นที่เกาะสมุย ว่ามีการก่อสร้างท่าเรือเฟอร์รี่ขนาดใหญ่บริเวณหาดเฉวง โดยไม่ได้รับอนุญาตจากหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ซึ่งรวมถึงกระทรวงการต่างประเทศที่ต้องพิจารณาผลกระทบด้านสิ่งแวดล้อมและการท่องเที่ยว การก่อสร้างดังกล่าวเริ่มขึ้นตั้งแต่ปี 2566 โดยบริษัทเอกชนแห่งหนึ่ง โดยอ้างว่าได้รับอนุญาตจากเทศบาลนครสมุย แต่กลับไม่มีการขออนุญาตจากกรมเจ้าท่าและกระทรวงการต่างประเทศ ซึ่งเป็นหน่วยงานหลักในการควบคุมการก่อสร้างในพื้นที่ชายฝั่ง
ผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมและการท่องเที่ยว
ท่าเรือเฟอร์รี่ที่สร้างขึ้นโดยไม่ได้รับอนุญาตนี้ตั้งอยู่บนพื้นที่ซึ่งเป็นแนวปะการังและแหล่งท่องเที่ยวทางทะเลที่สำคัญของเกาะสมุย โดยผู้เชี่ยวชาญด้านสิ่งแวดล้อมระบุว่า การก่อสร้างดังกล่าวอาจส่งผลกระทบร้ายแรงต่อระบบนิเวศทางทะเล รวมถึงการกัดเซาะชายฝั่งและการทำลายแนวปะการัง ซึ่งเป็นแหล่งท่องเที่ยวหลักที่สร้างรายได้ให้กับจังหวัดสุราษฎร์ธานีปีละหลายพันล้านบาท นอกจากนี้ ยังมีข้อกังวลเรื่องความปลอดภัยของนักท่องเที่ยว เนื่องจากท่าเรือที่ไม่ได้มาตรฐานอาจเกิดอุบัติเหตุได้
การตอบโต้ของผู้ว่าฯ สมุย
นายวรพจน์ รัตนโรจนากุล ผู้ว่าราชการจังหวัดสุราษฎร์ธานี ออกมาชี้แจงว่า การก่อสร้างท่าเรือดังกล่าวเป็นไปตามข้อตกลงกับเทศบาลนครสมุย และได้มีการตรวจสอบเบื้องต้นแล้วว่าไม่ขัดต่อกฎหมายท้องถิ่น อย่างไรก็ตาม นายวรพจน์ยอมรับว่ายังไม่ได้ประสานงานกับกระทรวงการต่างประเทศอย่างเป็นทางการ โดยให้เหตุผลว่าเป็นโครงการขนาดเล็กที่ไม่ต้องขออนุญาตจากส่วนกลาง ซึ่งคำชี้แจงดังกล่าวถูกโต้แย้งโดยนายกฤษฎา ที่ยืนยันว่าโครงการนี้มีขนาดใหญ่และส่งผลกระทบต่อภาพลักษณ์การท่องเที่ยวของประเทศ จึงต้องดำเนินการตามกฎหมายอย่างเคร่งครัด
บทลงโทษทางกฎหมาย
หากนายวรพจน์ถูกดำเนินคดีในข้อหาละเว้นการปฏิบัติหน้าที่ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 157 อาจมีโทษจำคุกตั้งแต่ 1-10 ปี หรือปรับตั้งแต่ 2,000-20,000 บาท หรือทั้งจำทั้งปรับ นอกจากนี้ ยังอาจถูกดำเนินคดีทางวินัยร้ายแรง ซึ่งอาจนำไปสู่การปลดออกจากราชการ โดยนายกฤษฎากล่าวว่า "คดีนี้เป็นตัวอย่างที่ชัดเจนของการละเลยหน้าที่ราชการที่ส่งผลกระทบต่อส่วนรวม ผมจะไม่ยอมให้มีการละเมิดกฎหมายอีกต่อไป"
ปฏิกิริยาจากชุมชนท้องถิ่น
ชาวบ้านและผู้ประกอบการในเกาะสมุยส่วนใหญ่สนับสนุนการดำเนินคดีกับผู้ว่าฯ สมุย โดยนายสมชาย ใจดี ประธานชมรมผู้ประกอบการท่องเที่ยวเกาะสมุย กล่าวว่า "พวกเรารู้สึกโล่งใจที่รัฐบาลกลางเข้ามาตรวจสอบเรื่องนี้ เพราะที่ผ่านมาเราร้องเรียนไปหลายครั้งแต่ไม่มีความคืบหน้า การสร้างท่าเรือเถื่อนนี้กระทบต่อธุรกิจของเราอย่างมาก เพราะนักท่องเที่ยวเริ่มกังวลเรื่องความปลอดภัย" ขณะที่บางส่วนกังวลว่าการดำเนินคดีอาจทำให้โครงการพัฒนาอื่นๆ ในพื้นที่ต้องชะลอตัวลง
แนวโน้มการแก้ไขปัญหา
นายกฤษฎาเปิดเผยว่า หลังจากดำเนินคดีแล้ว จะมีการตั้งคณะกรรมการสอบสวนข้อเท็จจริงเพิ่มเติม เพื่อหามาตรการป้องกันไม่ให้เกิดเหตุการณ์เช่นนี้อีก พร้อมทั้งจะประสานงานกับกรมเจ้าท่าและกรมทรัพยากรทางทะเลและชายฝั่ง เพื่อตรวจสอบความถูกต้องของท่าเรือที่ก่อสร้างแล้วเสร็จ และอาจสั่งรื้อถอนหากพบว่าผิดกฎหมายอย่างชัดเจน โดยคาดว่าจะใช้เวลาสอบสวนประมาณ 1-2 เดือน



