นายไชยชนก ชิดชอบ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม (ดีอี) เปิดเผยเมื่อวันที่ 1 กรกฎาคม 2569 ว่า พระราชกฤษฎีกาการเปิดเผยข้อมูลข่าวสารส่วนบุคคลที่อยู่ในความควบคุมดูแลของหน่วยงานของรัฐต่อหน่วยงานของรัฐแห่งอื่น พ.ศ. 2569 ซึ่งมีผลบังคับใช้แล้ว (โปรดเกล้าฯ พ.ร.ฎ.เชื่อมโยงข้อมูลภาครัฐ ใช้บังคับตั้งแต่ 30 มิ.ย. 69) จะช่วยยกระดับการป้องกันและปราบปรามอาชญากรรมออนไลน์ โดยเฉพาะการบูรณาการแลกเปลี่ยนข้อมูลระหว่างหน่วยงานรัฐเกี่ยวกับบุคคลที่เกี่ยวข้องกับองค์กรอาชญากรรม การทุจริตคอร์รัปชัน การค้ามนุษย์ และการฉ้อโกงออนไลน์
บูรณาการข้อมูล 5 หน่วยงาน ลดความเสียหาย
กระทรวงดีอีได้บูรณาการข้อมูลร่วมกับ 5 หน่วยงานหลัก ได้แก่ สำนักงานตำรวจแห่งชาติ (ตร.) กรมสอบสวนคดีพิเศษ (ดีเอสไอ) สำนักงานป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน (ปปง.) ธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) และสำนักงานคณะกรรมการกำกับหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์ (ก.ล.ต.) โดยให้สถาบันการเงินและผู้ประกอบธุรกิจเปิดเผยแลกเปลี่ยนข้อมูลบัญชีธุรกรรมของบุคคลที่เกี่ยวโยงกับสแกมเมอร์ ตาม พ.ร.ก.มาตรการป้องกันและปราบปรามอาชญากรรมทางเทคโนโลยี มาตรา 4
ผลจากการบูรณาการข้อมูลดังกล่าว ร่วมกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เช่น กสทช. ผู้ให้บริการเครือข่าย และธนาคาร ทำให้มูลค่าความเสียหายจากสแกมเมอร์ลดลงอย่างมีนัยสำคัญ โดยสถิติในเดือนมิถุนายน 2569 มีมูลค่าความเสียหาย 530 ล้านบาท ลดลงจากเดือนมีนาคม 2569 ที่มีประมาณ 2,111 ล้านบาท คิดเป็นลดลง 1,581 ล้านบาท หรือประมาณ 74.89% ภายในระยะเวลา 4 เดือน
พ.ร.ฎ.เชื่อมโยงข้อมูล ยกระดับปราบปราม
นายไชยชนกกล่าวว่า เมื่อ พ.ร.ฎ.เชื่อมโยงข้อมูลภาครัฐมีผลบังคับใช้ จะเป็นกลไกสำคัญให้กระทรวงดีอีและหน่วยงานที่เกี่ยวข้องสามารถบูรณาการร่วมกับหน่วยงานรัฐอื่นๆ ได้มากขึ้น เช่น ข้อมูลด้านศุลกากร กรมสรรพากร กระทรวงการคลัง ข้อมูลการจดทะเบียนนิติบุคคลจากกรมพัฒนาธุรกิจการค้า กระทรวงพาณิชย์ เป็นต้น ซึ่งจะช่วยยกระดับการป้องกันและปราบปรามสแกมเมอร์ได้อย่างมีประสิทธิภาพ ช่วยลดมูลค่าความเสียหาย และติดตามเงินคืนให้ประชาชนได้ทันท่วงที
การเชื่อมโยงข้อมูลดังกล่าวจะอยู่ภายใต้การรักษาความปลอดภัยของข้อมูลส่วนบุคคลอย่างเข้มงวดตามมาตรฐานสากลด้านความปลอดภัยทางไซเบอร์ นอกจากนี้ การเชื่อมโยงข้อมูลระหว่างหน่วยงานรัฐยังช่วยยกระดับการให้บริการภาครัฐ การกำหนดนโยบายสวัสดิการตรงตามกลุ่มเป้าหมาย เพิ่มความโปร่งใส เพิ่มประสิทธิภาพการบังคับใช้กฎหมาย รวมถึงกำหนดนโยบายด้านเศรษฐกิจและเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันของประเทศ



