เกิดเหตุปล้นธนาคารแห่งหนึ่งย่านถนนรามอินทรา เมื่อเวลา 11.30 น. วันนี้ คนร้ายเป็นชายเดี่ยว สวมหมวกกันน็อกและเสื้อแขนยาวสีดำ บุกเดี่ยวเข้าไปในธนาคาร ก่อนชักปืนลูกซองข่มขู่พนักงานและลูกค้าภายใน ให้พนักงานเปิดลิ้นชักเก็บเงิน กวาดเงินสดกว่า 2 ล้านบาท ใส่กระเป๋าผ้าใบสีดำ แล้ววิ่งออกไปขึ้นรถจักรยานยนต์ที่จอดรออยู่หลบหนีไป
พนักงานและลูกค้าตกใจ เหตุการณ์รวดเร็วไม่ถึง 5 นาที
พนักงานธนาคารเล่าว่า คนร้ายเข้ามาในธนาคารแล้วตรงไปที่เคาน์เตอร์พนักงาน ทันทีที่เห็นปืนลูกซอง ทุกคนตกใจและไม่กล้าขัดขืน คนร้ายสั่งให้พนักงานทุกคนนอนลงกับพื้น ก่อนจะกระโดดข้ามเคาน์เตอร์ไปบังคับให้พนักงานเปิดลิ้นชักเก็บเงินแล้วหยิบเงินสดใส่กระเป๋า เหตุการณ์กินเวลาไม่ถึง 5 นาที หลังจากคนร้ายหลบหนี พนักงานได้กดสัญญาณแจ้งเหตุและแจ้งตำรวจทันที
ตำรวจเร่งสืบสวน ตรวจสอบกล้องวงจรปิด
พล.ต.ต.สมชาย ชัยชนะ ผู้บังคับการตำรวจนครบาล 5 เปิดเผยว่า หลังจากรับแจ้งเหตุ ได้สั่งการให้เจ้าหน้าที่ตำรวจสายตรวจและชุดสืบสวนลงพื้นที่ตรวจสอบที่เกิดเหตุ พร้อมประสานงานกับธนาคารเพื่อขอตรวจสอบกล้องวงจรปิดภายในและภายนอกธนาคาร โดยพบภาพคนร้ายซึ่งสวมหมวกกันน็อกปิดบังใบหน้า แต่คาดว่าเป็นชายอายุประมาณ 30-40 ปี รูปร่างผอมสูง สวมเสื้อแขนยาวสีดำและกางเกงยีนส์ขายาว ขับรถจักรยานยนต์ยี่ห้อฮอนด้าเวฟ สีดำ ไม่ติดแผ่นป้ายทะเบียน หลบหนีไปทางถนนรามอินทรา มุ่งหน้าสู่แยกลำสาลี
ธนาคารปิดให้บริการชั่วคราว เจ้าหน้าที่พิสูจน์หลักฐานเก็บลายนิ้วมือ
ธนาคารได้ประกาศปิดให้บริการชั่วคราวเพื่อให้เจ้าหน้าที่พิสูจน์หลักฐานเข้าตรวจสอบเก็บลายนิ้วมือแฝงและร่องรอยอื่นๆ ในที่เกิดเหตุ รวมถึงสอบปากคำพนักงานและลูกค้าที่อยู่ในเหตุการณ์เพิ่มเติม ส่วนเงินสดที่ถูกปล้นไป ทางธนาคารกำลังตรวจสอบจำนวนที่แน่ชัดอีกครั้ง แต่เบื้องต้นประเมินว่าประมาณ 2.1 ล้านบาท
ด้าน พ.ต.อ.ประสิทธิ์ กลิ่นพยอม ผู้กำกับการสถานีตำรวจนครบาลรามอินทรา กล่าวว่า ขณะนี้เจ้าหน้าที่กำลังเร่งตรวจสอบเส้นทางหลบหนีของคนร้ายจากกล้องวงจรปิดตามเส้นทางต่างๆ และสอบปากคำพยานที่เห็นเหตุการณ์เพิ่มเติม รวมถึงตรวจสอบประวัติอาชญากรรมในพื้นที่ใกล้เคียง คาดว่าสามารถติดตามตัวคนร้ายได้ในเร็ววัน เนื่องจากมีภาพจากกล้องวงจรปิดหลายจุดที่บันทึกภาพไว้ได้
เตือนประชาชนเพิ่มความระมัดระวัง
เจ้าหน้าที่ตำรวจขอให้ประชาชนที่พบเห็นบุคคลต้องสงสัยหรือรถจักรยานยนต์ลักษณะดังกล่าว แจ้งเบาะแสได้ที่สถานีตำรวจใกล้บ้าน หรือโทรศัพท์สายด่วน 191 ตลอด 24 ชั่วโมง



