ตำรวจภูธรภาค 1 ร่วมกับกองบังคับการตำรวจทางหลวง และกองบังคับการตำรวจสอบสวนกลาง แถลงผลการจับกุมนายอัครเดช (สงวนนามสกุล) อายุ 22 ปี ผู้ต้องหาคดีโจรกรรมรถยนต์กว่า 50 คัน ในพื้นที่หลายจังหวัด โดยจับกุมได้ที่บ้านพักในจังหวัดปทุมธานี พร้อมของกลางรถยนต์ที่ยังไม่ได้จำหน่ายอีก 3 คัน และทรัพย์สินอื่น ๆ เช่น โทรศัพท์มือถือและเครื่องใช้ไฟฟ้าหรูหรา
พฤติกรรมโจรกรรมนาน 2 ปี
นายอัครเดชให้การรับสารภาพว่า เริ่มก่อเหตุตั้งแต่ปี 2565 โดยใช้วิธีการสะกดรอยตามรถยนต์เป้าหมาย ซึ่งส่วนใหญ่เป็นรถกระบะและรถเก๋งที่จอดไว้ตามสถานที่ต่าง ๆ เช่น ห้างสรรพสินค้า ปั๊มน้ำมัน และหมู่บ้านจัดสรร จากนั้นใช้เครื่องมือตัดสัญญาณ GPS และเครื่องสแกนกุญแจเพื่อเปิดประตูและสตาร์ทเครื่องยนต์ ภายในเวลาไม่ถึง 5 นาทีก็สามารถขับรถออกไปได้
ผู้ต้องหาเปิดเผยว่า หลังจากขโมยรถมาได้ จะนำไปจอดไว้ในอู่ซ่อมรถที่เช่าไว้ในจังหวัดนครปฐม เพื่อเปลี่ยนแผ่นป้ายทะเบียนและปลอมแปลงเอกสาร ก่อนนำไปขายต่อให้กับกลุ่มลูกค้าที่ต้องการรถราคาถูก โดยเฉพาะในพื้นที่ภาคตะวันออกเฉียงเหนือและภาคใต้ โดยรถแต่ละคันจะถูกขายในราคา 30,000-100,000 บาท ขึ้นอยู่กับรุ่นและสภาพรถ
มูลค่าความเสียหายหลายสิบล้านบาท
พ.ต.อ.สมชาย วงศ์สุวรรณ รองผู้บังคับการตำรวจภูธรภาค 1 เปิดเผยว่า การกระทำของนายอัครเดชสร้างความเสียหายให้กับผู้เสียหายจำนวนมาก โดยมูลค่าความเสียหายเบื้องต้นประเมินไว้ไม่ต่ำกว่า 30 ล้านบาท เนื่องจากรถยนต์ที่ถูกขโมยไปมีทั้งรถกระบะยี่ห้อโตโยต้า อีซูซุ และรถเก๋งยี่ห้อฮอนด้า ซึ่งเป็นรุ่นที่ได้รับความนิยมในตลาดรถยนต์มือสอง
“ผู้ต้องหารายนี้มีความชำนาญในการโจรกรรมรถยนต์เป็นอย่างมาก เนื่องจากศึกษาข้อมูลจากอินเทอร์เน็ตและคลิปวิดีโอสอนวิธีการขโมยรถ ทำให้สามารถหลบเลี่ยงระบบรักษาความปลอดภัยของรถยนต์รุ่นใหม่ได้” พ.ต.อ.สมชาย กล่าว
ใช้ชีวิตหรูหรา เงินโอนเข้าบัญชีเป็นก้อน
จากการตรวจสอบเส้นทางการเงินของนายอัครเดช พบว่ามีเงินโอนเข้าบัญชีธนาคารเป็นจำนวนมาก โดยเฉพาะในช่วง 2 ปีที่ผ่านมา มีเงินโอนเข้ามากกว่า 5 ล้านบาท ซึ่งสอดคล้องกับพฤติกรรมการใช้ชีวิตที่หรูหรา เช่น การเช่าคอนโดมิเนียมราคาแพง ซื้อรถยนต์หรู และใช้จ่ายในสถานบันเทิงเป็นประจำ
เพื่อนบ้านในหมู่บ้านแห่งหนึ่งในจังหวัดปทุมธานี ให้ข้อมูลว่า นายอัครเดชมักจะกลับบ้านดึกและมีรถยนต์หลายคันจอดสลับกันไปมา แต่ไม่เคยคิดว่าเขาจะเป็นโจรขโมยรถ เพราะดูเป็นคนสุภาพและแต่งตัวดี
บทลงโทษและคดีที่เกี่ยวข้อง
เบื้องต้นเจ้าหน้าที่แจ้งข้อหา “ลักทรัพย์ในเวลากลางคืนโดยใช้ยานพาหนะเพื่อสะดวกแก่การกระทำความผิดหรือพาทรัพย์นั้นไป” และ “ปลอมแปลงเอกสารราชการ” ซึ่งมีอัตราโทษสูงสุดจำคุก 5-10 ปี พร้อมปรับ นอกจากนี้ยังอยู่ระหว่างการสอบสวนเพิ่มเติมเพื่อหาผู้ร่วมขบวนการและผู้รับซื้อรถยนต์ที่ถูกโจรกรรม
พ.ต.อ.สมชาย กล่าวเพิ่มเติมว่า คดีนี้เป็นบทเรียนให้ประชาชนระมัดระวังทรัพย์สินของตนเองมากขึ้น โดยเฉพาะการจอดรถในที่สาธารณะ ควรติดตั้งอุปกรณ์ป้องกันการโจรกรรมเพิ่มเติม เช่น สัญญาณกันขโมย หรือระบบติดตามรถยนต์ (GPS Tracker) และหลีกเลี่ยงการจอดรถในที่มืดหรือเปลี่ยว
แนวโน้มอาชญากรรมโจรกรรมรถยนต์
จากสถิติของกองบังคับการตำรวจทางหลวง พบว่าคดีโจรกรรมรถยนต์ในปี 2566 มีจำนวน 1,200 คดี ลดลงจากปี 2565 ที่มี 1,500 คดี แต่ยังคงเป็นปัญหาที่ต้องเฝ้าระวัง เนื่องจากกลุ่มผู้ก่อเหตุมีเทคนิคและวิธีการที่ซับซ้อนมากขึ้น โดยเฉพาะการใช้เทคโนโลยีช่วยในการโจรกรรม
ตำรวจแนะนำให้ประชาชนตรวจสอบสภาพรถยนต์เป็นประจำ และไม่ควรทิ้งกุญแจสำรองไว้ในรถ นอกจากนี้ ควรจอดรถในที่ที่มีกล้องวงจรปิดหรือมีคนดูแล เพื่อลดความเสี่ยงในการถูกโจรกรรม



