คณะกรรมการกำกับกิจการพลังงาน (กกพ.) มีมติเห็นชอบประกาศเชิญชวนการรับซื้อไฟฟ้าจากโครงการผลิตไฟฟ้าพลังงานแสงอาทิตย์บนหลังคาสำหรับภาคประชาชน ประเภทบ้านอยู่อาศัย ปี 2569 โดยการไฟฟ้านครหลวง (กฟน.) และการไฟฟ้าส่วนภูมิภาค (กฟภ.) จะเปิดรับคำขอตั้งแต่วันที่ 1 กรกฎาคม 2569 เป็นต้นไป จนกว่าปริมาณรับซื้อครบตามเป้าหมายรวม 500 เมกะวัตต์ อัตรารับซื้อ 2.20 บาทต่อหน่วย ระยะเวลา 10 ปี
รายละเอียดโครงการโซลาร์ภาคประชาชนรอบใหม่
นายพูลพัฒน์ ลีสมบัติไพบูลย์ เลขาธิการสำนักงาน กกพ. ในฐานะโฆษก กกพ. เปิดเผยว่า การประชุมคณะกรรมการ กกพ. เมื่อวันที่ 24 มิถุนายน 2569 มีมติเห็นชอบประกาศดังกล่าว ซึ่งเป็นไปตามมติคณะกรรมการนโยบายพลังงานแห่งชาติ (กพช.) เมื่อวันที่ 29 เมษายน 2569 ที่เห็นชอบแนวทางส่งเสริมการผลิตไฟฟ้าจากพลังงานแสงอาทิตย์แบบติดตั้งบนหลังคาสำหรับภาคประชาชน
โครงการนี้เปิดโอกาสให้ประชาชนผลิตไฟฟ้าใช้เองและจำหน่ายไฟฟ้าส่วนเกินเข้าสู่ระบบ สนับสนุนการใช้พลังงานสะอาดและการเปลี่ยนผ่านด้านพลังงานของประเทศ โดยกำหนดเป้าหมายรับซื้อไฟฟ้าไม่เกิน 500 เมกะวัตต์ กำหนดปริมาณเสนอขายไม่เกิน 5 กิโลวัตต์ต่อมิเตอร์รับซื้อไฟฟ้า อัตรารับซื้อ 2.20 บาทต่อหน่วย ระยะเวลารับซื้อ 10 ปี ผู้เข้าร่วมต้องสามารถจ่ายไฟฟ้าเข้าระบบเชิงพาณิชย์ภายในปี 2570 การพิจารณาคำขอใช้หลัก First Come First Served ตามลำดับวันและเวลาที่ได้รับคำขอพร้อมเอกสารครบถ้วน
ข้อกำหนดและเงื่อนไขสำหรับผู้เข้าร่วมโครงการ
ผู้เข้าร่วมสามารถติดตั้งระบบผลิตไฟฟ้าพลังงานแสงอาทิตย์ที่มีกำลังผลิตติดตั้งมากกว่า 5 กิโลวัตต์เพื่อใช้ภายในบ้านได้ โดยสามารถจำหน่ายไฟฟ้าเข้าสู่ระบบได้ไม่เกิน 5 กิโลวัตต์ตามหลักเกณฑ์ของโครงการ นอกจากนี้ ไม่มีข้อห้ามในการติดตั้งระบบกักเก็บพลังงาน (Battery Energy Storage System: BESS) เพื่อใช้งานร่วมกับระบบผลิตไฟฟ้า
นายพูลพัฒน์ กล่าวว่า "สำนักงาน กกพ. ขอเชิญชวนประชาชนที่สนใจศึกษาหลักเกณฑ์และเงื่อนไขของโครงการให้ครบถ้วนก่อนยื่นคำขอ โครงการนี้นอกจากจะช่วยลดค่าใช้จ่ายด้านพลังงานของครัวเรือนแล้ว ยังเป็นการเปิดโอกาสให้ประชาชนมีส่วนร่วมในการขับเคลื่อนพลังงานสะอาดของประเทศ และร่วมสร้างความมั่นคงทางพลังงานอย่างยั่งยืน"
ผลกระทบและความต่อเนื่องของนโยบาย
โครงการโซลาร์ภาคประชาชนรอบใหม่นี้เป็นการสานต่อนโยบายที่ดำเนินการมาตั้งแต่ปี 2562 โดยมุ่งส่งเสริมให้ประชาชนเป็น Prosumer หรือผู้ใช้ไฟฟ้าที่สามารถผลิตไฟฟ้าใช้เองและจำหน่ายส่วนเกินเข้าระบบ ช่วยลดภาระค่าใช้จ่ายด้านพลังงานของครัวเรือน เพิ่มประสิทธิภาพการใช้พลังงานของประเทศ และสนับสนุนการกระจายศูนย์การผลิตไฟฟ้าให้มีความมั่นคงและยืดหยุ่นมากขึ้น



