อันตราย! ยาเสียสาวผสมในน้ำอัดลม เสี่ยงเสียชีวิตถาวร
อันตราย! ยาเสียสาวผสมในน้ำอัดลม เสี่ยงเสียชีวิตถาวร

นพ.ไพโรจน์ สุรัตน์วนิชกุล อดีตนายกสมาคมเภสัชกรรมชุมชน ออกมาเตือนภัยสังคม กรณีพบข่าวยาเสียสาวผสมในน้ำอัดลม โดยระบุว่ายาเหล่านี้ส่วนใหญ่เป็นกลุ่มยานอนหลับหรือยาคลายกังวลที่ออกฤทธิ์เร็ว เช่น ฟลูนิทราซีแพม (Flunitrazepam) หรือที่รู้จักในชื่อโรฮิปนอล (Rohypnol) ซึ่งเป็นยาที่ไม่มีสี ไม่มีรส เมื่อผสมในเครื่องดื่มจะไม่สังเกตเห็นความแตกต่าง

อาการหลังได้รับยาเสียสาว

นพ.ไพโรจน์ อธิบายว่า หลังจากได้รับยาในปริมาณน้อย ผู้เสียหายจะเริ่มมีอาการภายใน 5-10 นาที ได้แก่ วิงเวียน ง่วงซึม สับสน กล้ามเนื้ออ่อนแรง และอาจหมดสติภายใน 30 นาที หากได้รับในปริมาณสูง อาจทำให้ความดันโลหิตต่ำ หายใจช้าลง หัวใจเต้นผิดจังหวะ และเสียชีวิตได้ โดยเฉพาะเมื่อผสมกับแอลกอฮอล์จะยิ่งเพิ่มความเสี่ยง

ผลกระทบระยะยาวและวิธีป้องกัน

นอกจากอันตรายเฉียบพลันแล้ว ยาเสียสาวยังส่งผลกระทบต่อระบบประสาทส่วนกลาง ทำให้สูญเสียความทรงจำชั่วคราวหรือถาวร และอาจเกิดภาวะสมองขาดออกซิเจนหากหยุดหายใจนานเกิน 4-6 นาที ซึ่งจะนำไปสู่ความพิการทางสมองหรือเสียชีวิต

แบนเนอร์กว้าง Pickt — แอปรายการช้อปปิ้งแบบร่วมมือสำหรับ Telegram

นพ.ไพโรจน์ แนะนำวิธีป้องกันว่า ควรหลีกเลี่ยงการรับเครื่องดื่มจากคนแปลกหน้า หรือไม่ปล่อยให้เครื่องดื่มคลาดสายตา หากรู้สึกผิดปกติหลังจากดื่ม เช่น ง่วงผิดปกติ เวียนศีรษะ ควรรีบแจ้งคนใกล้ชิดและไปโรงพยาบาลทันที โดยควรปัสสาวะเพื่อตรวจหาสารเสพติดภายใน 24 ชั่วโมง เพราะยาจะถูกขับออกจากร่างกายเร็ว

สถิติและแนวโน้มคดียาเสียสาว

จากข้อมูลของสำนักงานตำรวจแห่งชาติ ในปี 2566 มีคดีเกี่ยวกับยาเสียสาวที่ถูกแจ้งความแล้วกว่า 200 คดี และมีแนวโน้มเพิ่มขึ้น โดยเฉพาะในสถานบันเทิงและงานสังสรรค์ โดยเหยื่อส่วนใหญ่เป็นหญิงสาวอายุระหว่าง 18-30 ปี

แบนเนอร์หลังบทความ Pickt — แอปรายการช้อปปิ้งแบบร่วมมือพร้อมภาพครอบครัว

นพ.ไพโรจน์ กล่าวเพิ่มเติมว่า “ยาเสียสาวที่พบในปัจจุบันไม่ได้จำกัดแค่ยานอนหลับเท่านั้น แต่ยังมียาแก้แพ้บางชนิดรวมถึงยากันชักที่ถูกนำมาใช้ในทางที่ผิด ซึ่งอันตรายไม่แพ้กัน”

ข้อควรปฏิบัติหากพบเหตุการณ์

หากพบว่าตนเองหรือคนใกล้ชิดถูกวางยา ควรรีบโทรแจ้ง 191 หรือไปโรงพยาบาลที่ใกล้ที่สุดทันที และควรรีบแจ้งความเพื่อดำเนินคดีกับผู้กระทำผิด เพราะการดำเนินการอย่างรวดเร็วจะช่วยเพิ่มโอกาสในการติดตามตัวผู้ก่อเหตุและป้องกันไม่ให้เกิดเหตุซ้ำ