เจแปนแอร์ไลน์ประกาศแผนลดคาร์บอนสุทธิเป็นศูนย์ภายในปี 2050 พร้อมมาตรการรีไซเคิลและเชื้อเพลิงสะอาด
เจแปนแอร์ไลน์มุ่งลดคาร์บอนสุทธิเป็นศูนย์ปี 2050 (10.03.2026)

เจแปนแอร์ไลน์เดินหน้าสู่เป้าหมายคาร์บอนสุทธิเป็นศูนย์ภายในปี 2050 ด้วยแผนยุทธศาสตร์ความยั่งยืนที่ครอบคลุม

เจแปนแอร์ไลน์ (Japan Airlines หรือ JAL) สายการบินแห่งชาติอันดับสองของญี่ปุ่น ได้ประกาศแผนยุทธศาสตร์ด้านความยั่งยืนภายใต้ชื่อ Strategic Sustainability Roadmap: Accelerating Toward Net-Zero 2050 โดยมีเป้าหมายหลักคือการลดการปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์สุทธิให้เป็นศูนย์ (Net-Zero CO2) ภายในปี 2050 แผนดังกล่าวสะท้อนถึงความรับผิดชอบต่อสังคมและสิ่งแวดล้อมที่ชาวญี่ปุ่นได้รับการยกย่อง ซึ่งรวมถึงวัฒนธรรมการแยกขยะอย่างเคร่งครัดที่ทำให้ญี่ปุ่นติดอันดับประเทศรีไซเคิลขยะเก่งที่สุดในโลก

3 เสาหลักขับเคลื่อนแผนลดคาร์บอนในอุตสาหกรรมการบิน

แผนยุทธศาสตร์นี้ดำเนินการผ่านสามเสาหลักสำคัญ ได้แก่ การลดคาร์บอนในอุตสาหกรรมการบิน การยกเลิกพลาสติกใช้ครั้งเดียว และ การพัฒนาระบบรีไซเคิลทรัพยากรอย่างยั่งยืน สำหรับแผนระยะสั้น เจแปนแอร์ไลน์ได้ประกาศ JAL Vision 2035 (ค.ศ. 2026-2035) โดยให้ความสำคัญกับกลยุทธ์ด้านความยั่งยืนเป็นอันดับหนึ่ง เพื่อส่งมอบโลกที่น่าอยู่ให้กับคนรุ่นต่อไป

มาตรการเชิงรูปธรรมเพื่อการเปลี่ยนผ่านสู่ฝูงบินปล่อยคาร์บอนต่ำ

ยุทธศาสตร์ดังกล่าวขับเคลื่อนผ่านแนวทางหลากหลาย ประกอบด้วย:

แบนเนอร์หลังบทความ Pickt — แอปรายการช้อปปิ้งแบบร่วมมือพร้อมภาพครอบครัว
แบนเนอร์กว้าง Pickt — แอปรายการช้อปปิ้งแบบร่วมมือสำหรับ Telegram
  1. การเร่งเปลี่ยนผ่านสู่ฝูงบินที่ปล่อยคาร์บอนต่ำ โดยการซื้อฝูงบินใหม่ที่ใช้เครื่องประหยัดน้ำมันมากขึ้น เช่น A350, 787, A321neo และ 787-8 พร้อมทั้งพัฒนาและขยายการใช้เชื้อเพลิงสะอาดเพื่ออากาศยานหรือ Sustainable Aviation Fuel (SAF)
  2. โครงการ ACT FOR SKY Initiative ซึ่งเจแปนแอร์ไลน์เป็นผู้นำในการผลักดันการผลิตและการใช้งาน SAF ในญี่ปุ่น เพื่อสนับสนุนอุตสาหกรรมการบินที่เป็นกลางทางคาร์บอน
  3. โครงการ FRY to FLY ที่ใช้น้ำมันปรุงอาหารใช้แล้วจากครัวเรือนและธุรกิจในญี่ปุ่นมาแปรรูปเป็นเชื้อเพลิงการบิน SAF โดยเปลี่ยนของเสียในชุมชนให้กลายเป็นทรัพยากรพลังงานที่มีคุณค่า

นายฟูกูดะ ชินโนะซูเกะ ผู้อำนวยการแผนกส่งเสริมสิ่งแวดล้อม สังคม และธรรมาภิบาล (ESG) ของเจแปนแอร์ไลน์ เปิดเผยว่า JAL ตั้งเป้าหมายให้ SAF ทดแทนเชื้อเพลิงการบินอย่างน้อย 10% ภายในปี 2030 จากที่ใช้อยู่ 1% ในปีที่ผ่านมา โดยขยายการใช้ SAF ในเส้นทางบินระหว่างประเทศหลัก เช่น ซานฟรานซิสโก ลอสแอนเจลิส ชิคาโก เซี่ยงไฮ้ และสิงคโปร์ พร้อมมีแผนขยายไปยังกรุงเทพฯ และมะนิลา ภายในปีงบประมาณ 2026

การลดพลาสติกและพัฒนาระบบรีไซเคิลแบบวงจร

นอกจากนี้ เจแปนแอร์ไลน์ยังดำเนินมาตรการลดการใช้พลาสติกแบบใช้ครั้งเดียว (Single Used) โดยไม่มีการใช้พลาสติกที่ทำจากปิโตรเลียมในทุกจุดบริการ ซึ่งเป็นการลด 100% มาตรการสำคัญประกอบด้วย:

  • การใช้ภาชนะจากพืช กระดาษรองถาดอาหาร และฝาภาชนะที่ย่อยสลายได้ในการบริการบนเครื่องบิน
  • เปลี่ยนขวดเครื่องดื่มจากพลาสติกปิโตรเลียมเป็นวัสดุรีไซเคิลหรือวัสดุทางเลือกที่ยั่งยืน
  • ชุดสิ่งอำนวยความสะดวกบนเครื่องบิน (Amenity Kit) จาก HERALBONY ใช้วัสดุชีวภาพ TEXa® ที่ผลิตจากผลพลอยได้ทางการเกษตร
  • เปลี่ยนจากถุงพลาสติกคลุมรถเข็นเด็กและรถเข็นผู้โดยสารเป็นผ้าคลุมแบบใช้ซ้ำได้
  • ใช้พลาสติกรีไซเคิลสำหรับห่อพัสดุแทนพลาสติกที่ผลิตจากวัตถุดิบใหม่ในงานขนส่งสินค้า

พร้อมกันนี้ JAL ยังพัฒนาระบบรีไซเคิลแก้วกระดาษแบบวงจร (Circular Recycling) ผ่านความร่วมมือกับผู้เชี่ยวชาญในญี่ปุ่น โดยรวบรวมแก้วกระดาษที่ใช้แล้วจากเที่ยวบินภายในประเทศและเลานจ์สนามบิน นำไปผลิตเป็นเยื่อกระดาษรีไซเคิลคุณภาพสูง ซึ่งจะนำกลับมาผลิตเป็นแก้วกระดาษใหม่ กล่องกระดาษสำหรับขนส่งสินค้า และเครื่องเขียนของ JAL ส่วนเสื้อชูชีพและหน้าต่างในห้องโดยสารก็นำไปใช้ผลิตเป็นกระเป๋า เก้าอี้ และกล่อง ขณะที่ขอบขนมปังแซนด์วิชที่ถูกตัดทิ้งเอาไปทำคราฟต์เบียร์ และกากกาแฟเอาไปผลิตเป็นแก้วน้ำและคราฟต์จิน

ความท้าทายและความร่วมมือที่จำเป็น

อย่างไรก็ตาม นายฟูกูดะ กล่าวปิดท้ายว่า สิ่งที่เจแปนแอร์ไลน์กำลังพยายามทำอยู่นี้นำไปสู่ต้นทุนที่เพิ่มขึ้นอย่างมหาศาล โดยเฉพาะอย่างยิ่งน้ำมัน SAF ที่มีราคาสูงกว่าน้ำมันสำหรับเครื่องบิน (Jet Fuel) ถึง 3–5 เท่า แม้ตั้งใจอย่างยิ่ง แต่ JAL ไม่สามารถดำเนินการได้เพียงลำพัง ต้องอาศัยความร่วมมือจากอุตสาหกรรมการบินทั้งหมด ภาครัฐและเอกชนทั้งที่เกี่ยวข้องและไม่เกี่ยวข้อง เพื่อบรรลุเป้าหมายด้านความยั่งยืนในระยะยาว