Tech Startup Ecosystem: 5 กลยุทธ์พลิกโฉมธุรกิจไทยปี 2568
5 กลยุทธ์พลิกโฉมธุรกิจสตาร์ทอัพไทยปี 2568

วงการสตาร์ทอัพไทยกำลังก้าวเข้าสู่ยุคแห่งการเปลี่ยนแปลงครั้งสำคัญ โดยผู้ประกอบการและนักลงทุนต่างมองหาแนวทางใหม่ในการขับเคลื่อนธุรกิจให้เติบโตอย่างยั่งยืนท่ามกลางความท้าทายทางเศรษฐกิจและเทคโนโลยีที่เปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว

5 กลยุทธ์สำคัญพลิกโฉมธุรกิจสตาร์ทอัพไทย

จากการวิเคราะห์ของสำนักงานนวัตกรรมแห่งชาติ (องค์การมหาชน) หรือ NIA พบว่าสตาร์ทอัพไทยที่ประสบความสำเร็จในปี 2568 จะต้องปรับตัวตาม 5 กลยุทธ์หลัก ได้แก่ การใช้ปัญญาประดิษฐ์ (AI) เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการดำเนินงาน การสร้างพันธมิตรทางธุรกิจกับบริษัทขนาดใหญ่ การขยายตลาดไปยังต่างประเทศ การให้ความสำคัญกับความยั่งยืน และการระดมทุนผ่านช่องทางที่หลากหลาย

นายกรกฤช อัศวิน รองผู้อำนวยการ NIA กล่าวว่า “สตาร์ทอัพไทยต้องปรับตัวให้ทันกับการเปลี่ยนแปลงของเทคโนโลยีและพฤติกรรมผู้บริโภค โดยเฉพาะการนำ AI มาใช้ในการวิเคราะห์ข้อมูลและพัฒนาผลิตภัณฑ์ ซึ่งจะช่วยเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันในระดับสากล”

แบนเนอร์กว้าง Pickt — แอปรายการช้อปปิ้งแบบร่วมมือสำหรับ Telegram

AI และเทคโนโลยีดิจิทัลหัวใจสำคัญ

การนำปัญญาประดิษฐ์มาใช้ในธุรกิจสตาร์ทอัพเป็นกลยุทธ์ที่ได้รับความสนใจมากที่สุด โดยข้อมูลจาก NIA ระบุว่าสตาร์ทอัพที่ใช้ AI มีโอกาสเติบโตสูงกว่าถึง 40% เมื่อเทียบกับสตาร์ทอัพที่ไม่ได้ใช้เทคโนโลยีดังกล่าว นอกจากนี้ การใช้คลาวด์คอมพิวติ้งและบล็อกเชนยังเป็นเทคโนโลยีที่ช่วยลดต้นทุนและเพิ่มความโปร่งใสในการดำเนินธุรกิจ

นายสมชาย ธรรมวินิจ ผู้ก่อตั้งสตาร์ทอัพด้านฟินเทค กล่าวว่า “การนำ AI มาใช้ในการวิเคราะห์พฤติกรรมผู้ใช้ช่วยให้เราสามารถนำเสนอบริการที่ตรงกับความต้องการของลูกค้ามากขึ้น ส่งผลให้ยอดขายเพิ่มขึ้น 30% ในปีที่ผ่านมา”

แบนเนอร์หลังบทความ Pickt — แอปรายการช้อปปิ้งแบบร่วมมือพร้อมภาพครอบครัว

การสร้างพันธมิตรทางธุรกิจ

การร่วมมือกับบริษัทขนาดใหญ่เป็นอีกกลยุทธ์ที่สตาร์ทอัพไทยให้ความสำคัญมากขึ้น เนื่องจากช่วยให้เข้าถึงฐานลูกค้าและทรัพยากรที่มีอยู่แล้ว โดยเฉพาะในกลุ่มธุรกิจการเงิน การค้าปลีก และโลจิสติกส์

“การเป็นพันธมิตรกับธนาคารชั้นนำช่วยให้เราได้รับการยอมรับจากลูกค้าเร็วขึ้น และยังสามารถใช้โครงสร้างพื้นฐานของธนาคารในการขยายบริการได้อย่างมีประสิทธิภาพ” นายสมชายกล่าวเสริม

การขยายตลาดต่างประเทศ

สตาร์ทอัพไทยเริ่มมองหาโอกาสในตลาดต่างประเทศมากขึ้น โดยเฉพาะในกลุ่มประเทศอาเซียนและเอเชียตะวันออก ซึ่งมีศักยภาพในการเติบโตสูง โดย NIA รายงานว่ามูลค่าการส่งออกบริการดิจิทัลของสตาร์ทอัพไทยในปี 2567 เพิ่มขึ้น 25% จากปีก่อนหน้า

“ตลาดต่างประเทศเป็นโอกาสสำคัญสำหรับสตาร์ทอัพไทย โดยเฉพาะในด้านฟินเทคและอีคอมเมิร์ซ ซึ่งมีความต้องการบริการที่หลากหลาย” นายกรกฤชกล่าว

ความยั่งยืนและ ESG

การให้ความสำคัญกับสิ่งแวดล้อม สังคม และธรรมาภิบาล (ESG) กลายเป็นปัจจัยสำคัญที่นักลงทุนใช้ในการตัดสินใจลงทุนในสตาร์ทอัพ โดยสตาร์ทอัพที่ดำเนินธุรกิจอย่างยั่งยืนมีโอกาสได้รับเงินลงทุนสูงกว่าถึง 50%

“นักลงทุนยุคใหม่ไม่เพียงมองหาผลตอบแทนทางการเงิน แต่ยังคำนึงถึงผลกระทบต่อสังคมและสิ่งแวดล้อมด้วย สตาร์ทอัพที่สามารถแสดงให้เห็นถึงความรับผิดชอบต่อสังคมจะได้รับความไว้วางใจจากนักลงทุนมากขึ้น” นายกรกฤชกล่าว

การระดมทุนผ่านช่องทางหลากหลาย

นอกจากเงินทุนจากนักลงทุนร่วมทุน (VC) แล้ว สตาร์ทอัพไทยยังหันมาใช้ช่องทางอื่นๆ เช่น การระดมทุนผ่านแพลตฟอร์มคราวด์ฟันดิง การขอรับทุนจากหน่วยงานภาครัฐ และการร่วมลงทุนกับบริษัทขนาดใหญ่

“การมีแหล่งเงินทุนที่หลากหลายช่วยลดความเสี่ยงและเพิ่มความมั่นคงให้กับธุรกิจ โดยเฉพาะในช่วงที่เศรษฐกิจมีความผันผวน” นายสมชายกล่าว

ทั้งนี้ NIA คาดว่ามูลค่าตลาดสตาร์ทอัพไทยในปี 2568 จะเติบโตถึง 1.5 แสนล้านบาท เพิ่มขึ้น 20% จากปี 2567 โดยมีปัจจัยหนุนจากการสนับสนุนของภาครัฐและการเติบโตของเศรษฐกิจดิจิทัล