ต้นทุนชิปหน่วยความจำที่พุ่งสูงขึ้นทั่วโลกกำลังสร้างแรงกดดันอย่างหนักต่อผู้ผลิตสมาร์ทโฟนระบบปฏิบัติการ Android โดยเฉพาะในกลุ่มราคาต่ำกว่า 400 ดอลลาร์สหรัฐ (ประมาณ 13,360 บาท) ส่งผลให้บริษัทวิจัยตลาด Omdia ระบุว่ายอดขายในกลุ่มนี้อาจลดลงกว่า 22 เปอร์เซ็นต์เมื่อเทียบปีต่อปี และมีแนวโน้มว่าผู้ผลิตหลายรายจะถอยออกจากตลาดระดับล่างมากขึ้นในปีนี้
ผลกระทบต่อตลาด Android
Omdia เปิดเผยว่าต้นทุนหน่วยความจำที่สูงขึ้นกลายเป็นภาระหนักสำหรับสมาร์ทโฟนกลุ่มราคาระดับกลางถึงระดับล่าง จนทำให้ตลาดสมาร์ทโฟนราคาต่ำกว่า 400 ดอลลาร์สหรัฐหดตัวลงกว่า 22 เปอร์เซ็นต์เมื่อเทียบปีต่อปี นักวิเคราะห์จากทีมผู้บริโภคของ Omdia ระบุว่าสถานการณ์จะยิ่งเลวร้ายลง เนื่องจากราคาหน่วยความจำมีแนวโน้มปรับขึ้นต่อเนื่องในไตรมาสถัดไป
จากแนวโน้มราคาหน่วยความจำดังกล่าว ผลิตภัณฑ์มือถือในกลุ่มระดับล่างเริ่มไม่ทำกำไรแล้ว และมีความเสี่ยงสูงที่ความต้องการจะอ่อนตัวลงเมื่อราคาขายปลีกยังคงปรับขึ้นต่อไป ส่งผลให้ผู้ผลิตสมาร์ทโฟนเริ่มถอยออกจากตลาดกลุ่มระดับล่างอย่างค่อยเป็นค่อยไปในปีนี้
โอกาสที่เปิดสำหรับ iPhone
นักวิเคราะห์บางส่วนมองว่าสถานการณ์นี้อาจกลับกลายเป็นผลดีต่อมือถือของ Apple แทน เนื่องจากช่องว่างด้านราคาระหว่าง iPhone กับ Android อาจแคบลง เมื่อไม่นานมานี้ Apple เพิ่งปรับขึ้นราคาสินค้าส่วนใหญ่ของบริษัท ตั้งแต่ Apple TV, HomePod, iPad, Mac ไปจนถึง Vision Pro ส่วน iPhone ยังไม่มีการปรับราคาในรอบนี้ แม้จะมีการคาดการณ์ว่าอาจมีการเปลี่ยนแปลงในเดือนกันยายนนี้ก็ตาม
การเปลี่ยนแปลงนี้อาจส่งผลกระทบทางอ้อมต่อพฤติกรรมผู้บริโภค เนื่องจากผู้ซื้อมือถือ Android จำนวนมากที่เคยมองว่า iPhone มีราคาแพงเกินไป อาจเปลี่ยนมุมมองหากต้องจ่ายมากกว่า 400 ดอลลาร์สหรัฐสำหรับสมาร์ทโฟน Android เช่นกัน หากราคาสมาร์ทโฟน Android ขยับขึ้นไปอยู่ที่ระดับ 500-600 ดอลลาร์สหรัฐ (ประมาณ 16,700-20,040 บาท) iPhone รุ่นเริ่มต้นก็อาจดูน่าสนใจมากขึ้นในสายตาผู้บริโภคกลุ่มนี้
ที่มา: 9to5Mac



