กรุงโซล ประเทศเกาหลีใต้ เปิดตัวโครงการนำร่องโดยใช้หุ่นยนต์ปัญญาประดิษฐ์ (AI) เพื่อช่วยเหลือผู้สูงอายุที่อยู่อาศัยเดี่ยวในเขตเมือง ซึ่งเป็นกลุ่มประชากรที่กำลังเพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็วในสังคมสูงวัยของเกาหลีใต้ หุ่นยนต์ดังกล่าวมีความสามารถในการตรวจวัดสัญญาณชีพพื้นฐาน เช่น ความดันโลหิต และตรวจจับการล้มของผู้ใช้ พร้อมทั้งแจ้งเตือนไปยังศูนย์บริการฉุกเฉินหรือญาติโดยอัตโนมัติ
รายละเอียดโครงการนำร่อง
ตามรายงานของสำนักงานเขตกรุงโซล ระบุว่าโครงการนี้เริ่มดำเนินการในเดือนมีนาคม 2568 โดยนำหุ่นยนต์ไปติดตั้งในบ้านพักของผู้สูงอายุที่อาศัยอยู่ตามลำพังจำนวน 100 ครัวเรือนในเขตจุงกูและยงซาน หุ่นยนต์มีลักษณะคล้ายตุ๊กตาขนาดเล็ก ตั้งอยู่บนโต๊ะหรือชั้นวางของ และสามารถโต้ตอบด้วยเสียงพูดได้
นายคิม ซัง-ฮยอน เจ้าหน้าที่ฝ่ายนโยบายสังคมของกรุงโซล กล่าวว่า "หุ่นยนต์นี้ไม่เพียงแต่ดูแลความปลอดภัย แต่ยังช่วยลดความเหงาด้วยการสนทนาและเตือนให้รับประทานยา" หุ่นยนต์ยังสามารถเชื่อมต่อกับแพลตฟอร์มสุขภาพของเมืองเพื่อรายงานข้อมูลให้เจ้าหน้าที่สาธารณสุขติดตามได้
ผลกระทบต่อสังคมสูงวัย
เกาหลีใต้มีอัตราการเกิดต่ำที่สุดในโลก โดยในปี 2567 อัตราเจริญพันธุ์รวมอยู่ที่ 0.72 ซึ่งส่งผลให้สัดส่วนผู้สูงอายุเพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็ว กระทรวงสาธารณสุขเกาหลีใต้รายงานว่าในปี 2568 ผู้สูงอายุที่อยู่อาศัยเดี่ยวมีจำนวนกว่า 2.1 ล้านคน คิดเป็นร้อยละ 20 ของประชากรผู้สูงอายุทั้งหมด
หุ่นยนต์ AI เหล่านี้มีต้นทุนการผลิตประมาณ 1.5 ล้านวอนต่อเครื่อง (ประมาณ 40,000 บาท) ซึ่งถูกกว่าการจ้างผู้ดูแลประจำบ้านเป็นอย่างมาก โครงการนี้ได้รับงบประมาณสนับสนุนจากรัฐบาลกลางและสำนักงานเขต โดยคาดว่าจะขยายผลไปยังเขตอื่นๆ ในกรุงโซลภายในปี 2569
เทคโนโลยีและฟังก์ชันการทำงาน
หุ่นยนต์ติดตั้งเซ็นเซอร์ตรวจจับการเคลื่อนไหว กล้องความละเอียดต่ำเพื่อรักษาความเป็นส่วนตัว และระบบจดจำเสียงที่สามารถแยกแยะคำพูดของผู้ใช้ได้ นอกจากนี้ยังมีฟังก์ชันเตือนการนัดหมายแพทย์และแจ้งเตือนเมื่อผู้ใช้ไม่ได้เคลื่อนไหวเป็นเวลานาน ซึ่งอาจบ่งชี้ถึงเหตุฉุกเฉิน
ข้อมูลทั้งหมดจะถูกเข้ารหัสและส่งไปยังศูนย์ควบคุมที่ดำเนินการโดยสำนักงานเขต ซึ่งมีเจ้าหน้าที่คอยตรวจสอบตลอด 24 ชั่วโมง หากตรวจพบเหตุผิดปกติ เจ้าหน้าที่จะโทรศัพท์ไปหาผู้ใช้ก่อน จากนั้นจึงส่งทีมกู้ชีพไปยังที่อยู่หากไม่สามารถติดต่อได้
มุมมองจากผู้เชี่ยวชาญ
ศาสตราจารย์ลี จอง-ฮี จากมหาวิทยาลัยแห่งชาติโซล กล่าวว่า "เทคโนโลยีนี้มีศักยภาพในการยกระดับคุณภาพชีวิตของผู้สูงอายุ แต่ต้องระวังเรื่องความเป็นส่วนตัวและการพึ่งพาเทคโนโลยีมากเกินไป" เธอเสริมว่าการออกแบบให้หุ่นยนต์มีลักษณะเป็นมิตรช่วยลดความวิตกกังวลของผู้ใช้
อย่างไรก็ตาม ยังมีความท้าทายด้านการยอมรับของผู้สูงอายุบางกลุ่มที่ไม่คุ้นเคยกับเทคโนโลยี รวมถึงค่าใช้จ่ายในการบำรุงรักษาหุ่นยนต์ในระยะยาว
อนาคตของโครงการ
กรุงโซลวางแผนที่จะเพิ่มจำนวนหุ่นยนต์เป็น 500 เครื่องภายในสิ้นปี 2568 และพัฒนาให้สามารถวัดระดับน้ำตาลในเลือดและออกซิเจนในเลือดได้ นอกจากนี้ ยังมีแผนที่จะเชื่อมต่อหุ่นยนต์กับระบบสมาร์ทโฮมเพื่อควบคุมอุปกรณ์ในบ้าน เช่น ไฟและเครื่องปรับอากาศ
นายคิม ซัง-ฮยอน กล่าวสรุปว่า "เป้าหมายของเราคือการสร้างเมืองที่ทุกคนสามารถใช้ชีวิตอย่างปลอดภัยและมีศักดิ์ศรี แม้ในยามชราภาพ"



