มาเลเซียประกาศแผนผลักดันการใช้อินเทอร์เน็ตของสรรพสิ่ง หรือ IoT ในภาคการเกษตรอย่างจริงจัง โดยมีเป้าหมายเพื่อเพิ่มผลผลิต ลดต้นทุนการผลิต และดึงดูดคนรุ่นใหม่ให้หันมาสนใจอาชีพเกษตรกรมากขึ้น รัฐบาลมาเลเซียตั้งเป้าพัฒนาเทคโนโลยีเกษตรอัจฉริยะภายในปี 2573
รายละเอียดแผนส่งเสริม IoT ภาคการเกษตร
นายกรัฐมนตรีอิสมาอิล ซับรี ยากอบ ของมาเลเซีย เปิดเผยว่า รัฐบาลจะให้การสนับสนุนเกษตรกรในการนำเทคโนโลยี IoT มาใช้ในการเพาะปลูกและเลี้ยงสัตว์ โดยเฉพาะอย่างยิ่งในด้านการตรวจสอบสภาพดิน น้ำ และอากาศ รวมถึงการควบคุมระบบชลประทานและการให้ปุ๋ยอัตโนมัติผ่านเซ็นเซอร์และอุปกรณ์เชื่อมต่ออินเทอร์เน็ต
ทั้งนี้ รัฐบาลมาเลเซียได้จัดสรรงบประมาณจำนวน 500 ล้านริงกิต หรือประมาณ 3,800 ล้านบาท สำหรับโครงการนี้ โดยจะเน้นการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานด้านดิจิทัลในพื้นที่ชนบท การฝึกอบรมเกษตรกร และการสนับสนุนการวิจัยและพัฒนาเทคโนโลยีเกษตรอัจฉริยะ
เป้าหมายและประโยชน์ที่คาดว่าจะได้รับ
- เพิ่มผลผลิตทางการเกษตร: การใช้ IoT จะช่วยให้เกษตรกรสามารถตรวจสอบและจัดการแปลงเพาะปลูกได้อย่างแม่นยำ ส่งผลให้ผลผลิตเพิ่มขึ้นอย่างน้อยร้อยละ 30 ภายใน 5 ปี
- ลดต้นทุนการผลิต: การควบคุมการให้น้ำและปุ๋ยอย่างมีประสิทธิภาพจะช่วยลดต้นทุนค่าปุ๋ยและน้ำได้ถึงร้อยละ 20
- ดึงดูดเยาวชน: การนำเทคโนโลยีสมัยใหม่มาใช้จะช่วยเปลี่ยนภาพลักษณ์ของอาชีพเกษตรกรให้ทันสมัยและน่าสนใจสำหรับคนรุ่นใหม่
ความท้าทายและการดำเนินการ
อย่างไรก็ตาม การนำ IoT มาใช้ในภาคการเกษตรยังมีความท้าทายหลายประการ เช่น ต้นทุนอุปกรณ์ที่สูง ความรู้ความเข้าใจของเกษตรกร และโครงสร้างพื้นฐานอินเทอร์เน็ตในชนบทที่ยังไม่ครอบคลุม เพื่อแก้ไขปัญหาเหล่านี้ รัฐบาลมาเลเซียจะร่วมมือกับภาคเอกชนและสถาบันการศึกษาในการพัฒนาโซลูชันที่มีต้นทุนต่ำและง่ายต่อการใช้งาน รวมถึงการจัดอบรมให้ความรู้แก่เกษตรกรอย่างต่อเนื่อง
นอกจากนี้ รัฐบาลยังมีแผนที่จะสร้างฟาร์มต้นแบบอัจฉริยะในแต่ละรัฐ เพื่อเป็นแหล่งเรียนรู้และสาธิตเทคโนโลยีแก่เกษตรกร โดยคาดว่าจะเริ่มดำเนินการได้ภายในปี 2567
การผลักดัน IoT ในภาคการเกษตรของมาเลเซียครั้งนี้ สะท้อนให้เห็นถึงความมุ่งมั่นของรัฐบาลในการนำเทคโนโลยีดิจิทัลมาใช้เพื่อยกระดับภาคการเกษตร ซึ่งเป็นหนึ่งในเสาหลักทางเศรษฐกิจของประเทศ สอดคล้องกับนโยบาย Thailand 4.0 ของไทยที่มุ่งเน้นการพัฒนาเกษตรอัจฉริยะเช่นกัน



