วิสัยทัศน์ซีอีโอ Xpeng ต่ออนาคตอุตสาหกรรมรถยนต์ไฟฟ้าจีน
เหอ เสี่ยวเผิง ประธานเจ้าหน้าที่บริหารของบริษัทผู้ผลิตรถยนต์ไฟฟ้าจีน Xpeng เปิดเผยวิสัยทัศน์ต่ออนาคตอุตสาหกรรมยานยนต์จีนว่า ในระยะยาวจะมีผู้ผลิตรถยนต์จีนเพียง 5 รายเท่านั้นที่สามารถเติบโตจนมีรายได้ระดับ "ล้านล้านหยวน" ต่อปี พร้อมสร้างกำไรได้ถึงหลักแสนล้านหยวน ซึ่งถือเป็นระดับเดียวกับยักษ์ใหญ่ยานยนต์ของโลกในปัจจุบัน แถลงการณ์ดังกล่าวเกิดขึ้นระหว่างที่เหอ เสี่ยวเผิง เข้าร่วมรายการ "Dialogue" ทางสถานีโทรทัศน์กลางจีน (CCTV) ร่วมกับ หลี่ ปิน ผู้ร่วมก่อตั้งและซีอีโอของ Nio โดยทั้งสองได้แลกเปลี่ยนมุมมองเกี่ยวกับทิศทางอุตสาหกรรมรถยนต์ไฟฟ้าและอนาคตของบริษัทจีนในเวทีโลก
เกณฑ์การเป็นผู้ผลิตยานยนต์รายใหญ่ระดับโลก
ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร Xpeng ระบุว่า หากผู้ผลิตรถยนต์ของจีนต้องการมีรายได้ระดับล้านล้านหยวน จำเป็นต้องมียอดขายรถยนต์มากกว่า 7 ล้านคันต่อปีโดยประมาณ แม้ตัวเลขจะขึ้นอยู่กับราคาขายเฉลี่ยของรถแต่ละรุ่น ปัจจุบัน มีเพียงผู้ผลิตรถยนต์ระดับโลกไม่กี่รายที่ทำรายได้ถึงระดับดังกล่าว ได้แก่ Toyota, Volkswagen Group, Kia-Hyundai, Stellantis และ General Motors แม้จะไม่ได้เปิดเผยว่าบริษัทจีนทั้ง 5 รายที่จะก้าวขึ้นสู่ระดับนี้คือแบรนด์ไหนบ้าง แต่เมื่อดูจากข้อมูลรายได้ปีล่าสุด ก็มีการสะท้อนภาพการแข่งขันได้ชัดเจน BYD ครองอันดับหนึ่งด้วยรายได้ 803,900 ล้านหยวน รองลงมาคือ SAIC ที่ 646,100 ล้านหยวน ตามด้วย Geely 345,200 ล้านหยวน, Chery 300,200 ล้านหยวน และ Great Wall Motor (GWM) ที่ 222,800 ล้านหยวน
ปัญหาการแข่งขันแบบหมุนวนภายใน
นอกจากภาพอนาคตของตลาดแล้ว ซีอีโอ Xpeng ยังสะท้อนปัญหาใหญ่ของอุตสาหกรรมรถยนต์จีนในปัจจุบัน ซึ่งเขาเรียกว่า ภาวะการแข่งขันแบบหมุนวนภายใน หรือ involution หมายถึงการแข่งขันที่รุนแรงเกินไปจนผู้ผลิตต้องเปิดตัวรถรุ่นใหม่จำนวนมหาศาลโดยไม่ได้สร้างนวัตกรรมที่แตกต่างอย่างแท้จริง เขายกตัวอย่างงาน Beijing Auto Show 2026 ที่มีรถรุ่นใหม่เปิดตัวพร้อมกันเกือบ 150 รุ่น ซึ่งสะท้อนว่าตลาดยังอยู่ในช่วงแข่งขันหนัก หากวันหนึ่งจำนวนการเปิดตัวรถลดลง แสดงว่าอุตสาหกรรมเริ่มเข้าสู่ระยะพัฒนาที่มีเสถียรภาพมากขึ้น และในสถานการณ์เช่นนั้น บริษัทอย่าง Xpeng, Nio และ Li Auto อาจสร้างกำไรต่อปีได้เกิน 50,000 ล้านหยวน
มุมมองต่างในเทคโนโลยี EREV
ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร Xpeng ยังกล่าวชื่นชม Nio ว่ามีการเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่ในปีที่ผ่านมา และสามารถปรับตัวได้รวดเร็ว อย่างไรก็ตาม ทั้งสองผู้บริหารมีมุมมองต่างกันในประเด็นเทคโนโลยี EREV หรือรถไฟฟ้าที่มีเครื่องยนต์ช่วยปั่นไฟ ฝั่ง Xpeng มองว่า EREV เป็น "ขั้นตอนกลางที่จำเป็น" เนื่องจากโครงสร้างพลังงานและโครงข่ายชาร์จไฟทั่วโลกยังไม่เท่าเทียมกัน ขณะที่ หลี่ ปิน ยืนยันว่า Nio มุ่งเน้นเฉพาะรถไฟฟ้าแบตเตอรี่ล้วน (BEV) เพราะต้องการเดินหน้าไปยังเป้าหมายปลายทางของอุตสาหกรรมโดยตรง
ยอดขายและเป้าหมายของ Xpeng
ด้านยอดขาย ข้อมูลจาก China EV DataTracker ระบุว่า Xpeng ส่งมอบรถพลังงานใหม่ทั่วโลกระหว่างเดือนมกราคมถึงเมษายน 2026 จำนวน 94,693 คัน ลดลง 27.4% เมื่อเทียบกับปีก่อน ส่วนหนึ่งเป็นผลจากตลาดรถยนต์จีนชะลอตัว หลังรัฐบาลทยอยยกเลิกมาตรการอุดหนุนรถพลังงานใหม่ อย่างไรก็ตาม บริษัทตั้งเป้ายอดขายปีนี้สูงถึง 600,000 คัน และเตรียมเปิดตัวรถ SUV ขนาดใหญ่รุ่นใหม่ Xpeng GX เพื่อกระตุ้นยอดขายและเสริมความสามารถในการแข่งขันในตลาดรถยนต์ไฟฟ้าที่กำลังเข้าสู่ช่วงคัดเลือกผู้ชนะอย่างจริงจัง
ดีไซน์ Xpeng X9 แนวคิดยานอวกาศแห่งอนาคต
ผู้อยู่เบื้องหลังงานดีไซน์ของ XPENG X9 คือ JuanMa Lopez (Juan Manuel Lopez) นักออกแบบรถยนต์ระดับโลกชาวสเปน ผู้เคยฝากผลงานไว้กับแบรนด์ซูเปอร์คาร์อย่าง Ferrari เช่น LaFerrari และ SF90 Stradale รวมถึงเคยดำรงตำแหน่งผู้อำนวยการด้านการออกแบบของ Lamborghini และ Genesis ปัจจุบัน Juan Manuel Lopez รับบทบาทเป็น Vice President of Design ของ XPENG
แนวคิดการออกแบบที่ฉีกกฎ MPV
แนวคิดในการออกแบบ XPENG X9 มีความน่าสนใจและฉีกกฎเกณฑ์เดิมๆ ของรถ MPV ด้วย Concept Starship of Tomorrow หรือ ยานอวกาศแห่งอนาคต JuanMa Lopez และทีมงานในแผนกออกแบบของ XPeng ต้องการสลัดภาพเดิมๆที่ดูจำเจของยานพาหนะแบบ MPV ซึ่งใช้ทรงแบบกล่องสี่เหลี่ยม Boxy design และได้แรงบันดาลใจจากเทคโนโลยีล้ำสมัยผสานกับรูปลักษณ์ของยานอวกาศ ดีไซน์ทรงลิ่มกลายเป็นจุดเด่นของรถรุ่นนี้ โดยใช้เส้นสายที่เฉียบคมและลาดเอียงเพื่อลดตัวเลขค่าสัมประสิทธิแรงเสียดทานอากาศเพื่อลดแรงต้านทานอากาศ ทำให้ประหยัดพลังงานไฟฟ้า เสา A-pillar ออกแบบให้ทำมุมชันถึง 21 องศา กระจกบังลมหลัง ทำมุม 23 องศา ซึ่งไม่ค่อยปรากฏให้เห็นในรถตู้ไฟฟ้าทั่วไป Aero-Efficiency เป็นอีกจุดที่ทีมออกแบบให้ความใส่ใจอย่างมาก แนวคิดนี้ไม่ได้แค่เรื่องความสวยงาม แต่เน้นประสิทธิภาพทางอากาศพลศาสตร์ เพื่อให้ได้ค่าสัมประสิทธิ์แรงเสียดทานต่ำเพียง 0.227 ช่วยให้รถวิ่งได้ไกลและเงียบ
แนวคิด Start from People
แม้ภายนอกจะดูล้ำยุค แต่ JuanMa Lopez เน้นย้ำว่าการออกแบบต้องเริ่มจากความต้องการของผู้ใช้งานจริงในชีวิตประจำวัน (User-Centric) Breaking Stereotypes มีการลบภาพลักษณ์ของรถ MPV ที่มักจะดูเหมือนรถรับจ้าง หรือรถโดยสารสาธารณะทั่วไป ให้กลายเป็นรถ MPV ที่ดูสปอร์ตและทันสมัย เพื่อดึงดูดกลุ่มผู้ใช้งานและครอบครัวยุคใหม่ Smart Cockpit Integration การผสานเทคโนโลยี AI และเซนเซอร์ (เช่น LiDAR) เข้ากับงานดีไซน์อย่างแนบเนียน ไม่ให้ดูแปลกแยกจากตัวรถ มีการผสมผสานความหรูหราเข้ากับโทนที่สื่อถึงความอบอุ่น Interior Zen ภายในเน้นแนวคิดความสบายแบบไร้แรงโน้มถ่วง หรือ Zero Gravity ใช้วัสดุที่ให้ผิวสัมผัสธรรมชาติ เช่น ไม้ Ayous เพื่อสร้างบรรยากาศที่ผ่อนคลายเหมือนห้องนั่งเล่นในบ้าน มากกว่าจะเป็นเพียงห้องโดยสารรถยนต์
สเปกและเทคโนโลยีของ Xpeng X9 Premium
XPENG X9 เป็นรถ MPV ไฟฟ้า 7 ที่นั่งที่เน้นงานดีไซน์ล้ำสมัยในสไตล์ยานอวกาศ Starship มีการผสมผสานความอเนกประสงค์ เข้ากับเทคโนโลยีอากาศพลศาสตร์
มิติตัวถังและระบบช่วงล่าง
XPENG X9 ถูกสร้างบนแพลตฟอร์ม SEPA 2.0 ซึ่งให้พื้นที่ใช้สอยภายในกว้างขวาง โดยมีขนาดตัวถังยาว 5,293 มิลลิเมตร กว้าง 1,988 มิลลิเมตร สูง 1,785 มิลลิเมตร ความยาวฐานล้อ 3,160 มิลลิเมตร ขนาดล้อและยางสำหรับรุ่น Premium หรือรุ่นที่เน้นสมรรถนะ ใส่ล้ออัลลอยขนาดใหญ่ที่เน้นการทรงตัวและการรับน้ำหนักของรถไฟฟ้า ล้ออัลลอยขนาด 20 นิ้ว ลาย Multi-spoke หรือ Aero wheel เพื่อลดแรงต้านอากาศ ยาง Michelin e Primacy ไซล์ 235/50 R20 ช่วงล่างพิเศษ ระบบถุงลม (Dual-chamber Air Suspension) จุดเด่นคือ ระบบเลี้ยวล้อหลัง (Active Rear-wheel Steering) ที่ช่วยให้วงเลี้ยวแคบเพียง 5.4 เมตร ซึ่งสะดวกมากสำหรับการขับขี่ในเมืองหรือการกลับรถ แม้จะเป็นรถทรง MPV แต่ออกแบบโครงสร้างตัวถังแบบหล่อขึ้นรูปชิ้นเดียว (Integrated Die-casting) ทั้งด้านหน้าและด้านหลัง ทำให้ตัวรถมีความแข็งแรงสูงและมีการจัดการแรงสั่นสะเทือนที่ดีมาก
ระบบประตูไฟฟ้าอัจฉริยะ
การทำงานของบานประตูใน XPENG X9 ถูกออกแบบมาให้เป็นแบบไฟฟ้าทั้งคัน (All-Electric Opening) โดยเน้นความสะดวกสบายและการสั่งงานที่หลากหลาย ประตูคู่หน้าเป็นประตูไฟฟ้าแบบอัจฉริยะ (Smart Electric Doors) สามารถเปิด-ปิดได้ผ่านปุ่มกดที่มือจับประตูด้านนอก, สั่งงานจากหน้าจอกลาง, หรือใช้ฟังก์ชัน "Kick-to-open" ในบางรุ่น ระบบ Soft Close ประตูปิดอย่างนุ่มนวลด้วยระบบดูดไฟฟ้า ช่วยให้ปิดประตูได้สนิทและเงียบสนิทโดยไม่ต้องออกแรง เซนเซอร์กันชน (Obstacle Detection) มีเซนเซอร์ตรวจจับสิ่งกีดขวางรอบตัวรถ หากมีรถคันอื่นหรือสิ่งของขวางอยู่ ประตูจะหยุดกางออกเพื่อป้องกันความเสียหาย
ระบบขับเคลื่อนและแบตเตอรี่
Xpeng X9 Premium รุ่นขับเคลื่อนล้อหลัง (RWD) เน้นระยะทางวิ่งไกลเป็นพิเศษ กำลังมอเตอร์สูงสุด 235 kW / 320 PS แรงบิดมอเตอร์สูงสุด 450 นิวตัน-เมตร ความเร็วสูงสุด 200 กิโลเมตร/ชั่วโมง อัตราเร่ง 0-100 กม./ชม. 7.7 วินาที แบตเตอรี่ลิเธียมไอออนแบบ NMC ความจุ 101.5 kWh ระยะทางวิ่งสูงสุด (NEDC) 715 กิโลเมตร ระยะทางวิ่งสูงสุด (WLTP) ประมาณ 570 - 610 กิโลเมตร กำลังการชาร์จ DC สูงสุด 542 kW (ด้วยเทคโนโลยี 5C บนแพลตฟอร์ม 800V) ระยะเวลาชาร์จ DC (10-80%) 12 - 20 นาที
ระบบช่วยเหลือการขับขี่ XPILOT
Xpeng X9 Premium มาพร้อมชิปประมวลผล Dual NVIDIA DRIVE Orin-X ให้กำลังการประมวลผลรวมสูงถึง 508 TOPS พร้อมเซ็นเซอร์รอบคัน ประกอบด้วยเรดาร์คลื่นมิลลิเมตร 5 จุด, เซ็นเซอร์อัลตราโซนิก 12 จุด, กล้อง 12 จุด และ LiDAR 2 จุด ระบบช่วยเหลือการขับขี่ประกอบด้วย Adaptive Cruise Control (ACC), Lane Centering Control (LCC), Adaptive Turning Cruise (ATC), Active Lane Change (ALC), Intelligent Speed Limit Assist (SLA) และอื่นๆ
ราคาจำหน่ายในประเทศไทย
Xpeng X9 (รุ่นปี 2026) ในประเทศไทย มีราคาจำหน่ายอย่างเป็นทางการดังนี้ X9 Premium (Standard Range): 2,399,000 บาท ระยะทางวิ่ง 610 กม. (NEDC) / มอเตอร์เดี่ยว FWD X9 Executive (Long Range): 2,599,000 บาท ระยะทางวิ่ง 702 กม. (NEDC) / มอเตอร์เดี่ยว FWD / เพิ่มออปชั่นภายใน X9 Luxury AWD (High Performance): 2,799,000 บาท ระยะทางวิ่ง 640 กม. (NEDC) / มอเตอร์คู่ 537 แรงม้า / เบาะ Grand Sofa 18 ทิศทาง
สรุปจุดเด่นและข้อควรพิจารณา
จุดที่เป็น The Best ในรถตู้ไฟฟ้าราคา 2.4 ล้าน คือ การขับขี่ที่เหมือนรถคันเล็ก ความนุ่มนวลสะดวกสบาย กำลังเมื่อต้องการเร่งแซงไม่ต้องมาลุ้นว่าจะไม่พ้นเพราะอัตราเร่ง 0-100 กิโลเมตรต่อชั่วโมงในระดับ 7 วินาที ถือว่าเร็วพอตัวเมื่อเทียบกับขนาดและน้ำหนัก ระบบเลี้ยวล้อหลัง (Active Rear-Wheel Steering) คือไม้ตายที่ทำให้รถยาว 5.3 เมตร คล่องตัวกว่ารถกระบะ วงเลี้ยวแคบเพียง 5.4 เมตร ทำให้การใช้ในกรุงเทพฯ ไม่เป็นภาระเรื่องขนาด เทคโนโลยี Turing AI Chip รุ่น 2026 อัปเกรดเป็นชิปตัวใหม่ที่มีพลังประมวลผลสูงถึง 750 TOPS (แรงกว่าเดิม 3 เท่า) ทำให้ระบบช่วยขับขี่ (XPILOT) และการตอบสนองของหน้าจอลื่นไหลในระดับไร้คู่แข่ง สุดท้ายกับความสบายแถว 3 ที่ใช้งานได้จริง ระบบพับเบาะไฟฟ้าที่จมหายไปกับพื้นรถ (Magic Storage) ช่วยให้สลับโหมดจากรถตู้ครอบครัวเป็นรถขนของได้ในปุ่มเดียว ซึ่ง Alphard หรือ Denza D9 ยังทำได้ไม่เนียนเท่านี้ ส่วนข้อด้อยก็คือ ความแรงของการชาร์จที่ยังต้องรอโครงสร้างพื้นฐาน แม้ตัวรถจะรองรับ 5C Ultra-Fast Charging (542 kW) แต่ในประเทศไทยปัจจุบัน ตู้ชาร์จส่วนใหญ่ยังปล่อยไฟได้แค่ 120-180 kW ดังนั้นเราจะยังไม่ได้สัมผัสการชาร์จเร็ว 12 นาทีเต็ม จนกว่าจะเจอสถานี S5 ของ Xpeng เอง ระบบไฟฟ้าทั้งคัน ตั้งแต่ลิ้นชักยันเบาะแถว 3 ทุกอย่างเป็นไฟฟ้า ความสะดวกในวันนี้คือความเสี่ยงในการซ่อมบำรุงในระยะยาว (7-10 ปีข้างหน้า) เมื่อเทียบกับรถที่ใช้กลไกธรรมดา ดีไซน์ที่ล้ำ สวยงาม ภูมิฐาน ทรงยานอวกาศเท่ในสายตาคนชอบเทคฯ ภาพลักษณ์ทางธุรกิจที่ดูทันสมัย แตกต่างจากรถตู้สันดาปภายในทรงกล่องแบบดั้งเดิม สิ่งที่ไม่อาจปฏิเสธได้ก็คือ Xpeng X9 Premium นั้น ขับได้ดีเยี่ยมจริงๆ มันนุ่มซะจนรถที่แพงกว่าดูแข็งไปเลย ไม่ใช่นุ่มจนย้วย พอขับเร็วแล้วก็ดึงไม้ตึงมือไม่ยวบ โยนเปลี่ยนเลนได้อย่างมั่นใจ เอาเป็นว่า ขับแล้วก็อยากได้สักคันละครับ และตำแหน่ง MPV ไฟฟ้ายอดเยี่ยมประจำปี 2569 คงไม่หนีไปไหนแน่ๆ



