รัฐบาลได้ประกาศมาตรการส่งเสริมการใช้รถยนต์ไฟฟ้าหรืออีวีในประเทศไทย โดยมีเป้าหมายสำคัญในการผลักดันให้ไทยเป็นศูนย์กลางการผลิตรถยนต์ไฟฟ้าของภูมิภาคอาเซียน ภายในปี 2573 มาตรการดังกล่าวประกอบด้วย 5 แนวทางหลักที่ครอบคลุมทั้งด้านภาษีและการส่งเสริมการผลิต
มาตรการลดภาษีสรรพสามิต
หนึ่งในมาตรการสำคัญคือการลดอัตราภาษีสรรพสามิตสำหรับรถยนต์ไฟฟ้าลงเหลือร้อยละ 2 จากเดิมที่สูงถึงร้อยละ 8 สำหรับรถยนต์นั่งส่วนบุคคล โดยมีเงื่อนไขว่ารถยนต์ที่นำเข้าต้องมีราคาขายปลีกไม่เกิน 2 ล้านบาท และต้องผ่านการรับรองมาตรฐานความปลอดภัยตามที่กำหนด
การสนับสนุนการผลิตในประเทศ
รัฐบาลยังได้กำหนดมาตรการจูงใจให้ผู้ผลิตรถยนต์ไฟฟ้าตั้งฐานการผลิตในไทย โดยให้สิทธิประโยชน์ทางภาษีแก่บริษัทที่ลงทุนในโรงงานประกอบรถยนต์ไฟฟ้าและแบตเตอรี่ รวมถึงการยกเว้นภาษีเงินได้นิติบุคคลสูงสุด 8 ปี
การพัฒนาโครงสร้างพื้นฐาน
นอกจากนี้ ยังมีการส่งเสริมการติดตั้งสถานีชาร์จไฟฟ้าทั่วประเทศ โดยตั้งเป้าหมายให้มีสถานีชาร์จมากกว่า 12,000 แห่งภายในปี 2573 เพื่อรองรับจำนวนรถยนต์ไฟฟ้าที่คาดว่าจะเพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็ว
การสนับสนุนด้านการวิจัยและพัฒนา
รัฐบาลได้จัดสรรงบประมาณเพื่อสนับสนุนการวิจัยและพัฒนาเทคโนโลยีรถยนต์ไฟฟ้าในสถาบันการศึกษาและภาคเอกชน โดยเน้นการพัฒนาแบตเตอรี่ที่มีประสิทธิภาพสูงและต้นทุนต่ำ รวมถึงระบบขับเคลื่อนอัจฉริยะ
มาตรการส่งเสริมการใช้รถยนต์ไฟฟ้าสาธารณะ
สำหรับรถยนต์ไฟฟ้าที่ใช้ในระบบขนส่งสาธารณะ เช่น รถโดยสารไฟฟ้าและแท็กซี่ไฟฟ้า รัฐบาลให้เงินอุดหนุนในการซื้อรถใหม่ รวมถึงการลดค่าธรรมเนียมการจดทะเบียนและค่าผ่านทางพิเศษ
นายกรัฐมนตรีกล่าวว่า มาตรการเหล่านี้จะช่วยลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกและมลพิษทางอากาศ พร้อมทั้งสร้างโอกาสทางเศรษฐกิจใหม่ให้กับประเทศ คาดว่าภายในปี 2573 ไทยจะมีกำลังการผลิตรถยนต์ไฟฟ้าคิดเป็นสัดส่วนร้อยละ 30 ของการผลิตรถยนต์ทั้งหมดในอาเซียน



