รัฐ VS แพลตฟอร์มออนไลน์: การกำกับดูแลที่ยังไร้จุดสิ้นสุดในประเทศไทย
รัฐ VS แพลตฟอร์ม: การกำกับดูแลที่ไร้ข้อสรุปในไทย (27.02.2026)

รัฐ VS แพลตฟอร์มออนไลน์: การกำกับดูแลที่ยังไร้จุดสิ้นสุดในประเทศไทย

ประเทศไทยไม่ได้เป็นเพียงสวรรค์ของนักท่องเที่ยวเท่านั้น แต่ยังเป็นดินแดนแห่งโอกาสสำหรับแพลตฟอร์มออนไลน์ต่างชาติ ที่เข้ามาดำเนินธุรกิจได้อย่างเสรี โดยอาศัยขนาดตลาดที่กว้างใหญ่และพฤติกรรมของคนไทยที่ใช้เวลาออนไลน์สูงเฉลี่ย 9.20 ชั่วโมงต่อวัน ตามรายงาน Thailand Digital Outlook 2024 ความนิยมในการช้อปปิ้งออนไลน์ยังผลักดันให้มูลค่าอีคอมเมิร์ซในปี 2568 เฉียด 1 ล้านล้านบาท ขณะที่การใช้จ่ายผ่านโมบายแบงก์กิ้งก็ติดอันดับต้นๆ ของโลก

ระบบนิเวศที่เอื้อต่อการเติบโตแต่เต็มไปด้วยความท้าทาย

ระบบนิเวศดิจิทัลดังกล่าวทำให้ไทยกลายเป็นแหล่งรายได้มหาศาลสำหรับแพลตฟอร์มต่างชาติ แม้จะมีความพยายามในการจัดเก็บภาษีและกำกับดูแลเพื่อสร้างความเป็นธรรมต่อผู้ประกอบการไทยและผู้บริโภค แต่มาตรการเหล่านี้ยังดำเนินไปอย่างช้าๆ เนื่องจากเกรงว่าจะกระทบบรรยากาศการลงทุน ส่งผลให้ไม่ทันกับการเติบโตอย่างก้าวกระโดดของจำนวนผู้ใช้งานและรายได้

นอกจากนี้ ความสะดวกสบายของบริการแพลตฟอร์มยังเปิดช่องว่างให้เกิดอาชญากรรมออนไลน์ข้ามชาติ เช่น การปลอมแปลงตัวตนเพื่อหลอกลวงเหยื่อ โดยเฉพาะกลุ่มผู้สูงอายุและเยาวชน ซึ่งใช้ประโยชน์จากกลไกกำกับดูแลที่อ่อนแอและความสามารถในการเข้าถึงคนจำนวนมาก

แบนเนอร์กว้าง Pickt — แอปรายการช้อปปิ้งแบบร่วมมือสำหรับ Telegram

ความพยายามของรัฐและอุปสรรคที่ยังคงอยู่

หน่วยงานรัฐเริ่มตื่นตัวกับการควบคุมและจัดระเบียบแพลตฟอร์มมากขึ้น นอกเหนือจากการร่างกฎหมายใหม่หลายฉบับและเพิ่มโทษเพื่อปิดช่องโหว่ทางกฎหมายที่โจรออนไลน์มักเล็ดรอดไปได้อย่างรวดเร็ว จนต้องมีการปรับปรุงแก้ไขเป็นประจำทุกปี

แบนเนอร์หลังบทความ Pickt — แอปรายการช้อปปิ้งแบบร่วมมือพร้อมภาพครอบครัว

หนึ่งในความเคลื่อนไหวสำคัญคือการนำแพลตฟอร์มเข้าระบบผ่านพระราชกำหนดการประกอบธุรกิจบริการแพลตฟอร์มดิจิทัลที่ต้องแจ้งให้ทราบ พ.ศ. 2565 หรือกฎหมาย DPS ซึ่งกำหนดให้แพลตฟอร์มขนาดตามเกณฑ์ต้องมาจดแจ้งเพื่อให้รู้ที่มาและตัวตน สำนักงานพัฒนาธุรกรรมทางอิเล็กทรอนิกส์ (ETDA) ได้ทยอยออกประกาศควบคุม เช่น การกำหนดมาตรฐานสินค้าบนอีมาร์เก็ตเพลซ หลังพบมีเรื่องร้องเรียนจำนวนมาก

ดร.ชัยชนะ มิตรพันธ์ ผู้อำนวยการ ETDA เปิดเผยสถิติจากศูนย์ช่วยเหลือและจัดการปัญหาออนไลน์ (1212 ETDA) รอบปี 2568 ว่าปัญหาการซื้อขายออนไลน์ยังมีการร้องเรียนสูงสุด สะท้อนถึงการพึ่งพาแพลตฟอร์มที่เพิ่มขึ้น โดยกลุ่มวัยทำงาน (Gen Y และ X) ถูกหลอกแซงผู้สูงอายุ ปัญหาหลักได้แก่:

  • การประกอบธุรกิจอย่างไม่เป็นธรรม เช่น การกำหนดเงื่อนไขทางการค้าที่เอื้อประโยชน์ต่อผู้ประกอบธุรกิจมากกว่า
  • ปัญหาการคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคล เช่น การนำข้อมูลไปใช้โดยไม่ได้รับความยินยอม
  • ปัญหาการเรียกรถผ่านแอปพลิเคชัน เช่น การเรียกเก็บค่าบริการไม่เป็นธรรม

เสียงจากผู้ประกอบการไทยและความล่าช้าของมาตรการ

ดร.ดนันท์ สุภัทรพันธุ์ กรรมการผู้จัดการใหญ่ บริษัท ไปรษณีย์ไทย จำกัด ได้ออกมาเรียกร้องความเป็นธรรม หลังได้รับสัดส่วนการส่งสินค้าบนแพลตฟอร์มอีมาร์เก็ตเพลซเพียงเล็กน้อย โดยขอให้ภาครัฐกำหนดให้แพลตฟอร์มมีทางเลือกในการใช้ผู้ให้บริการขนส่งไม่ต่ำกว่า 3 ราย เพื่อส่งเสริมการแข่งขัน

คณะกรรมการแข่งขันทางการค้า (กขค.) ได้ยกร่างประกาศเพื่อแก้ไขปัญหาการปฏิบัติทางการค้าที่ไม่เป็นธรรมบนแพลตฟอร์มหลายด้าน เช่น การบังคับตั้งราคาสินค้าต่ำกว่าต้นทุนหรือห้ามตั้งราคาต่ำกว่าแพลตฟอร์มอื่น แต่จนถึงปัจจุบัน ประกาศดังกล่าวยังไม่มีความคืบหน้า หลังรับฟังความคิดเห็นสาธารณะไปเมื่อเดือนกันยายน 2568

การรวมตัวของแพลตฟอร์มและข้อเรียกร้องต่อรัฐ

ล่าสุด แพลตฟอร์มยักษ์ใหญ่ 4 แห่ง ได้แก่ แกร็บ ลาซาด้า ไลน์แมนวงใน และช้อปปี้ ได้ผนึกกำลังตั้งสมาคมการค้าแพลตฟอร์มดิจิทัลไทย (TDPA) เพื่อให้การเจรจากับภาครัฐเป็นไปในทิศทางเดียวกัน ยอด ชินสุภัคกุล ซีอีโอไลน์แมนวงใน เรียกร้องให้การกำกับดูแลอยู่ภายใต้เงื่อนไขการส่งเสริมมากกว่าควบคุม และควรใช้ประโยชน์จากภาคเอกชน แทนที่จะควบคุมจนขยับตัวไม่ได้

ในฐานะสวรรค์ของแพลตฟอร์มต่างชาติ การเริ่มต้นกำกับดูแลไม่ใช่เรื่องง่าย โดยเฉพาะเมื่อแพลตฟอร์มมีขนาดใหญ่และมีผู้มีส่วนได้ส่วนเสียจำนวนมาก ขณะที่การสนับสนุนแพลตฟอร์มในประเทศให้เติบโตเป็นตัวเลือกในการแข่งขันก็ไม่เคยถูกขับเคลื่อนอย่างจริงจังจากรัฐบาลใด การหาจุดกึ่งกลางที่เหมาะสมจึงยังไปไม่ถึงบทสรุปที่ชัดเจน