รัฐบาลได้ประกาศมาตรการใหม่ 5 ข้อเพื่อกระตุ้นเศรษฐกิจผ่านช่องทางอีคอมเมิร์ซ โดยมีเป้าหมายหลักในการสนับสนุนผู้ประกอบการขนาดเล็กและขนาดกลาง (SME) ให้สามารถปรับตัวและเติบโตในยุคดิจิทัลได้อย่างยั่งยืน การดำเนินการครั้งนี้ถือเป็นส่วนหนึ่งของนโยบายส่งเสริมเศรษฐกิจดิจิทัลที่รัฐบาลให้ความสำคัญเป็นอย่างยิ่ง
มาตรการที่ 1: การลดค่าธรรมเนียมการขายบนแพลตฟอร์มออนไลน์
รัฐบาลจะเจรจากับแพลตฟอร์มอีคอมเมิร์ซชั้นนำเพื่อลดค่าธรรมเนียมการขายสินค้าสำหรับผู้ประกอบการ SME โดยเฉพาะอย่างยิ่งในกลุ่มสินค้าที่เป็นสินค้าท้องถิ่นและสินค้าชุมชน โดยคาดว่ามาตรการนี้จะช่วยลดต้นทุนการดำเนินงานและเพิ่มความสามารถในการแข่งขันให้กับผู้ประกอบการรายย่อย
มาตรการที่ 2: การสนับสนุนด้านการตลาดดิจิทัล
รัฐบาลจะจัดอบรมและให้คำปรึกษาแก่ผู้ประกอบการ SME เกี่ยวกับการใช้เครื่องมือการตลาดดิจิทัล เช่น การทำ SEO การใช้โซเชียลมีเดีย และการโฆษณาออนไลน์ เพื่อเพิ่มยอดขายและสร้างแบรนด์ให้เป็นที่รู้จักมากขึ้น นอกจากนี้ยังมีแผนจัดสรรงบประมาณเพื่อสนับสนุนค่าใช้จ่ายด้านการตลาดสำหรับผู้ประกอบการที่เข้าร่วมโครงการ
มาตรการที่ 3: การพัฒนาระบบโลจิสติกส์เพื่อการค้าออนไลน์
รัฐบาลจะร่วมมือกับบริษัทโลจิสติกส์เพื่อพัฒนาระบบขนส่งที่มีประสิทธิภาพและค่าใช้จ่ายต่ำสำหรับผู้ประกอบการ SME โดยเฉพาะในพื้นที่ห่างไกล เพื่อให้สามารถจัดส่งสินค้าได้รวดเร็วและมีต้นทุนที่เหมาะสม รวมถึงการสนับสนุนการใช้ระบบคลังสินค้าอัจฉริยะ
มาตรการที่ 4: การส่งเสริมการชำระเงินดิจิทัล
รัฐบาลจะรณรงค์ให้ผู้ประกอบการ SME หันมาใช้ระบบชำระเงินดิจิทัล เช่น พร้อมเพย์ และกระเป๋าเงินอิเล็กทรอนิกส์ เพื่อลดการใช้เงินสดและเพิ่มความสะดวกในการทำธุรกรรม รวมถึงการให้สิทธิประโยชน์ทางภาษีสำหรับผู้ที่เข้าร่วมโครงการ
มาตรการที่ 5: การสร้างตลาดออนไลน์เฉพาะสำหรับสินค้าท้องถิ่น
รัฐบาลจะพัฒนาแพลตฟอร์มอีคอมเมิร์ซเฉพาะที่รวบรวมสินค้าจากชุมชนและผู้ประกอบการท้องถิ่นทั่วประเทศ เพื่อเพิ่มช่องทางการจำหน่ายและสร้างมูลค่าเพิ่มให้กับสินค้าไทย โดยแพลตฟอร์มนี้จะมีการประชาสัมพันธ์ทั้งในและต่างประเทศ
มาตรการทั้งหมดนี้คาดว่าจะเริ่มดำเนินการภายในไตรมาสที่ 3 ของปีนี้ โดยรัฐบาลหวังว่าจะช่วยกระตุ้นเศรษฐกิจฐานรากและสร้างรายได้ให้กับผู้ประกอบการไทยอย่างยั่งยืน นอกจากนี้ยังเป็นการเตรียมความพร้อมให้กับผู้ประกอบการในการก้าวสู่เศรษฐกิจดิจิทัลอย่างเต็มรูปแบบ



