เบื้องหลังการปิดตัว Sora: ทำไม AI สร้างวิดีโอของ OpenAI ไปไม่รอด?
ในวันที่ 26 มีนาคม 2569 OpenAI ได้ประกาศยุติการให้บริการ "Sora" เครื่องมือ AI สร้างวิดีโออย่างเป็นทางการ ทั้งในรูปแบบแอปพลิเคชันและ API หลังเปิดตัวมาได้เพียง 7 เดือน การตัดสินใจครั้งนี้สร้างความประหลาดใจให้กับวงการเทคโนโลยี เนื่องจาก Sora เคยสร้างกระแสไวรัลไปทั่วโลกและถูกมองว่าเป็นอนาคตของการผลิตวิดีโอ
OpenAI ระบุว่า การยุติ Sora เป็นส่วนหนึ่งของการจัดลำดับความสำคัญใหม่ โดยจะหันไปทุ่มเททรัพยากรให้กับการพัฒนา AI ขั้นสูง เช่น หุ่นยนต์โรบอติกส์และระบบ Agentic AI ที่สามารถทำงานแทนมนุษย์ได้ นี่สะท้อนถึงการเตรียมตัวสำหรับการเสนอขายหุ้นแก่ประชาชนทั่วไป (IPO) และการถอยออกจากตลาด AI-Generated Video ที่แม้แต่ผู้นำด้าน AI อย่าง OpenAI ยังพบว่าสู้ไม่ไหว
Sora: จากความสำเร็จสู่การปิดตัวอย่างรวดเร็ว
Sora เปิดตัวครั้งแรกในต้นปี 2024 และเริ่มให้บริการจริงในเดือนกันยายน 2025 ในรูปแบบแอปพลิเคชันวิดีโอที่มีฟีดคล้าย TikTok ผู้ใช้สามารถสร้างวิดีโอคุณภาพสูงระดับภาพยนตร์ได้ด้วยการพิมพ์ข้อความคำสั่งง่ายๆ พร้อมฟีเจอร์ Cameo ที่อนุญาตให้ผู้ใช้ใส่ตัวเองเข้าไปในฉากได้
ในช่วงปลายปี 2025 Sora ขึ้นอันดับต้นๆ บน App Store ด้วยยอดดาวน์โหลดทะลุ 1 ล้านครั้งในเวลาไม่ถึง 5 วัน และกลายเป็นผลิตภัณฑ์ AI ที่ถูกพูดถึงมากที่สุดในโลก กระทั่งปลายปีเดียวกัน OpenAI ได้ประกาศความร่วมมือสำคัญกับ The Walt Disney Company ในข้อตกลงมูลค่า 1 พันล้านดอลลาร์สหรัฐ หรือประมาณ 3.2 หมื่นล้านบาท เพื่อให้ Disney ถือหุ้นแลกกับการใช้ตัวละครลิขสิทธิ์กว่า 200 ตัวบน Sora เป็นเวลา 3 ปี
อย่างไรก็ตาม ความร่วมมือกับ Disney ต้องยุติลงหลังจากที่ Sora ถูกปิดตัว ทำให้เกิดคำถามว่า ทำไมผลิตภัณฑ์ที่มาแรงขนาดนี้ถึงต้องหยุดให้บริการ?
4 สาเหตุหลักที่ทำให้ Sora ต้องยุติบทบาท
- ปัญหาเรื่องลิขสิทธิ์และ Deepfake: Sora ถูกวิจารณ์หนักในประเด็นลิขสิทธิ์ เนื่องจากใช้โมเดลแบบ Opt-out ที่ให้ AI เรียนรู้จากข้อมูลแล้วให้เจ้าของลิขสิทธิ์มาขอถอนเอง ซึ่งถูกมองว่าผลักภาระให้กับเจ้าของ IP ปัญหา Deepfake และ AI slop ที่สร้างคอนเทนต์คุณภาพต่ำก็สร้างชื่อเสียงด้านลบให้กับ OpenAI โดยเฉพาะในอุตสาหกรรมฮอลลีวูดที่ต่อต้านอย่างรุนแรง
- ความร่วมมือกับ Disney ล่มสลาย: หลังจากเผชิญกับแรงกดดันด้านชื่อเสียง Disney ตัดสินใจยุติความร่วมมือทั้งหมดกับ OpenAI ส่งผลให้ Sora สูญเสียคอนเทนต์ระดับพรีเมียมและความน่าเชื่อถือในสายตาอุตสาหกรรม
- ต้นทุนสูงแต่สร้างรายได้ต่ำ: Sora มีต้นทุนการประมวลผลที่สูงมากเมื่อเทียบกับ AI ประเภทอื่นๆ แต่ขาดโมเดลรายได้ที่แข็งแรง ผู้ใช้ส่วนใหญ่เข้ามาลองเล่นมากกว่าการใช้งานจริง ทำให้ไม่สามารถรักษาผู้ใช้งานไว้ได้ ยอดผู้ใช้งานรายเดือนลดลงจากจุดสูงสุด 6 ล้านคนในเดือนธันวาคม 2025 เหลือเพียงประมาณ 1 ล้านคนในเดือนกุมภาพันธ์ 2569
- OpenAI ต้องรัดเข็มขัดและเร่งทำเงิน: บริษัทกำลังเผชิญแรงกดดันในการพิสูจน์ว่าสามารถสร้างรายได้ได้จริง โดยเฉพาะก่อนการ IPO ที่วางแผนไว้ในอีก 1-2 ปีข้างหน้า OpenAI จึงเลือกที่จะโฟกัสกับธุรกิจ Enterprise AI และการพัฒนา Super App ผ่าน ChatGPT แทนที่จะสู้ในตลาดคอนซูเมอร์ที่แข่งขันสูงและมีความเสี่ยงด้านภาพลักษณ์
บทเรียนจากกรณี Sora
กรณีของ Sora สะท้อนให้เห็นว่า แม้จะเป็นบริษัทเทคโนโลยีล้ำหน้าขนาด OpenAI การชนะใจผู้ใช้ในตลาดคอนซูเมอร์ก็ยังเป็นเรื่องยาก การตัดสินใจปิด Sora ถือเป็นการยอมเสียสละส่วนที่อาจสร้างผลเสียระยะยาว เพื่อไปเดิมพันกับโอกาสที่ใหญ่กว่าในระยะยาว
OpenAI กำลังเดินหน้าระดมทุนครั้งใหญ่และปรับโครงสร้างใหม่ โดยลดโปรเจกต์ที่ใช้เงินสูง เช่น การชะลอแผนลงทุน Data Center เพื่อมุ่งสู่การเป็นบริษัท AI ที่ทำกำไรได้จริง หลังจากระดมทุนไปแล้วกว่า 1 หมื่นล้านดอลลาร์สหรัฐจากนักลงทุนทั่วโลก
ท้ายที่สุด การปิดตัว Sora อาจเป็นเพียงจุดเริ่มต้นของยุคใหม่สำหรับ OpenAI ที่ต้องพิสูจน์ว่าเม็ดเงินมหาศาลที่ลงทุนไปจะสร้างผลตอบแทนกลับมาได้อย่างคุ้มค่าในสนามเทคโนโลยีที่เปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว



