เตือนวิกฤติชิปขาดตลาดลากยาวถึงปี 2030 AI บูมชนสงครามตะวันออกกลางเขย่า Supply Chain โลก
อุตสาหกรรมเซมิคอนดักเตอร์โลกกำลังเผชิญแรงกดดันจากสองด้านพร้อมกัน ความต้องการ AI ที่พุ่งขึ้นอย่างรวดเร็ว และความเสี่ยงจากสงครามตะวันออกกลาง ที่เริ่มสร้างความไม่แน่นอนต่อห่วงโซ่อุปทานชิปทั่วโลก ล่าสุด Chey Tae-won ประธานของ SK Group หนึ่งในยักษ์ใหญ่ผู้ผลิตชิปหน่วยความจำจากเกาหลีใต้ออกมาเตือนว่า ภาวะขาดแคลนชิปหน่วยความจำทั่วโลกอาจยืดเยื้อไปจนถึงปี 2030
AI ทำให้ชิปหนึ่งตัวใช้หน่วยความจำมหาศาล
แรงขับเคลื่อนสำคัญของวิกฤติครั้งนี้มาจากความต้องการ หน่วยความจำความเร็วสูงสำหรับ AI นำโดยชิป AI รุ่นใหม่ของ Nvidia ที่ต้องใช้หน่วยความจำเพิ่มขึ้นในทุกเจเนอเรชัน ตั้งแต่ชิป H100 ประมาณ 80GB, H200 ราว 140GB, B200 ประมาณ 192GB, B300 มากกว่า 220GB และ Vera Rubin อาจสูงถึงราว 288GB กล่าวคือ ชิป AI เพียงตัวเดียวต้องใช้ RAM เทียบเท่าคอมพิวเตอร์ระดับสูงหลายเครื่องรวมกัน ทำให้ความต้องการ HBM พุ่งขึ้นอย่างรวดเร็ว
ปัจจุบันตลาดหน่วยความจำโลกถูกครอบครองโดย 3 บริษัทหลัก ได้แก่ SK Hynix, Samsung Electronics และ Micron Technology ซึ่งทั้งสามบริษัทได้ปรับสายการผลิตไปเน้น HBM สำหรับ AI accelerators มากขึ้น ส่งผลให้กำลังผลิตสำหรับ DRAM และหน่วยความจำแบบดั้งเดิมที่ใช้ในสินค้าอิเล็กทรอนิกส์ทั่วไปเริ่มตึงตัว
สงครามอิหร่านเพิ่มความเสี่ยงใหม่ให้ Supply Chain
ในขณะที่อุตสาหกรรมชิปกำลังเผชิญดีมานด์สูงเป็นประวัติการณ์ ความตึงเครียดในตะวันออกกลางก็เริ่มเพิ่มความเสี่ยงต่อห่วงโซ่อุปทาน หนึ่งในจุดยุทธศาสตร์สำคัญ คือ การปิดช่องแคปฮอร์มุช ซึ่งเป็นเส้นทางขนส่งพลังงานหลักของโลก หากเกิดการปิดเส้นทางหรือการโจมตีจะส่งผลให้ราคาพลังงานพุ่งทันที ซึ่งจะส่งผลกระทบโดยตรงต่อโรงงานผลิตชิปจำนวนมากในเอเชีย เช่น ไต้หวัน เกาหลีใต้ และญี่ปุ่น ที่พึ่งพาพลังงานนำเข้าอย่างหนัก จึงอาจเผชิญต้นทุนการผลิตที่สูงขึ้นอย่างรวดเร็ว
นอกจากพลังงานแล้ว ตะวันออกกลางยังเป็นแหล่งวัตถุดิบสำคัญสำหรับอุตสาหกรรมเซมิคอนดักเตอร์ เช่น Helium ที่ใช้ทำความเย็นในกระบวนการผลิตชิป Bromine สำหรับสารเคมีในกระบวนการผลิต และ Sulfur และกรดซัลฟิวริก ที่ใช้ในกระบวนการแปรรูปเวเฟอร์ ซึ่งหากซัพพลายของวัตถุดิบเหล่านี้สะดุด โรงงานผลิตชิปในเอเชียอาจได้รับผลกระทบโดยตรง
วิกฤตอาจลุกลาม สู่ราคาสินค้าเทคโนโลยีทั่วโลก
นักวิเคราะห์มองว่า หากปัญหาการขาดแคลนชิปหน่วยความจำยืดเยื้อพร้อมกับความเสี่ยงด้านภูมิรัฐศาสตร์ ผลกระทบอาจขยายไปยังสินค้าเทคโนโลยีแทบทุกประเภท ตั้งแต่คอมพิวเตอร์ โน้ตบุ๊ก สมาร์ตโฟน รถยนต์ที่ใช้ชิปจำนวนมาก รวมไปถึงดาต้าเซ็นเตอร์และโครงสร้างพื้นฐาน AI ต้นทุนหน่วยความจำที่เพิ่มขึ้นจะทำให้ผู้ผลิตอุปกรณ์ต้องปรับราคาขายขึ้นและอาจชะลอการลงทุนในศูนย์ข้อมูล และ AI infrastructure บางส่วน
เมื่อรวมกันแล้ว ดีมานด์ความต้องการหน่วยประมวลผลที่สูงสุดเป็นประวัติการณ์และกำลังการผลิตที่ขยายไม่ทันการ อุตสาหกรรมเทคโนโลยีอาจต้องเจอกับภาวะ ชิปตึงตัว รอบใหม่ที่ยาวนานกว่าวิกฤตปี 2020 และโลกอาจต้องอยู่กับยุคชิปขาดตลาดไปจนถึงปลายทศวรรษนี้



