กรมการแพทย์เตือนภัยเงียบ 'โรคติดเชื้อนิวโมคอคคัส' ในเด็กเล็ก พบสถิติย้อนหลัง 3 ปี อัตราภาวะแทรกซ้อนสูงถึง 36%
วันนี้ (4 มีนาคม 2569) กรมการแพทย์ได้ออกมาเปิดเผยข้อมูลสำคัญเกี่ยวกับ โรคติดเชื้อนิวโมคอคคัส ซึ่งถือเป็นภัยเงียบที่อาจก่อให้เกิดอาการรุนแรงในเด็กเล็ก โดยเฉพาะทารกและเด็กอายุต่ำกว่า 2-5 ปี จากสถิติย้อนหลัง 3 ปี ของสถาบันสุขภาพเด็กแห่งชาติมหาราชินี กรมการแพทย์ พบผู้ป่วยทั้งหมด 101 คน ในจำนวนนี้มีผู้ป่วยที่มีอาการรุนแรงและเกิดโรคแทรกซ้อนสูงถึง 36 คน หรือคิดเป็นร้อยละ 36 ของผู้ป่วยทั้งหมด
อุบัติการณ์ใกล้เคียงกับอุบัติเหตุจราจรในเด็กไทย
นพ.ณัฐพงศ์ วงศ์วิวัฒน์ อธิบดีกรมการแพทย์ ระบุว่า ในประเทศไทย อุบัติการณ์การติดเชื้อในกระแสเลือดจากเชื้อนิวโมคอคคัสในทารกอายุต่ำกว่า 1 ปี อยู่ที่ 33.8 ต่อ 100,000 คนต่อปี ซึ่งเมื่อเปรียบเทียบกับสถิติการเสียชีวิตจากอุบัติเหตุจราจรในเด็กกลุ่มเดียวกันแล้ว พบว่าโรคติดเชื้อนิวโมคอคคัสมีอุบัติการณ์ใกล้เคียงกัน สะท้อนให้เห็นถึงความรุนแรงและความเสี่ยงที่ไม่อาจมองข้ามได้
เชื้อแบคทีเรียฉวยโอกาสในโพรงจมูกและลำคอ
นพ.อาคม ชัยวีระวัฒนะ ผู้อำนวยการสถาบันสุขภาพเด็กแห่งชาติมหาราชินี อธิบายว่า โรคติดเชื้อนิวโมคอคคัส หรือที่เรียกในทางการแพทย์ว่า Invasive Pneumococcal Disease (IPD) เกิดจากเชื้อแบคทีเรีย Streptococcus pneumoniae ซึ่งเป็นเชื้อฉวยโอกาสที่อาศัยอยู่ในโพรงจมูกและลำคอของคนทั่วไปโดยไม่แสดงอาการ โดยเฉพาะในเด็กเล็กที่มีอัตราการเป็นพาหะสูง การแพร่กระจายของเชื้อนี้เกิดขึ้นผ่านทางละอองฝอยจากการไอและจาม คล้ายกับกลไกการแพร่กระจายของไวรัสไข้หวัดใหญ่
ความรุนแรงของโรคแบ่งเป็น 2 รูปแบบ
โรคติดเชื้อนิวโมคอคคัสสามารถจำแนกความรุนแรงตามลักษณะทางพยาธิวิทยาได้ 2 รูปแบบหลัก ดังนี้
- โรคแบบไม่รุกราน: เชื้อก่อโรคเฉพาะบริเวณเยื่อบุผิว เช่น โรคหูชั้นกลางอักเสบ ไซนัสอักเสบ และปอดบวมระดับไม่รุนแรง ซึ่งพบอุบัติการณ์สูงในเด็กปฐมวัย
- โรคแบบรุกราน: เชื้อทะลุผ่านเยื่อบุผิวเข้าสู่บริเวณที่ปกติปราศจากเชื้อโรค เช่น การติดเชื้อในกระแสเลือด ส่งผลให้เกิดภาวะติดเชื้อในกระแสเลือดอย่างรุนแรง นำไปสู่ภาวะช็อกจากการติดเชื้อ และภาวะอวัยวะล้มเหลวหลายระบบ รวมถึงเยื่อหุ้มสมองอักเสบ การติดเชื้อในระบบประสาทส่วนกลาง ซึ่งมีอัตราการเกิดภาวะแทรกซ้อนทางระบบประสาทถาวรสูง เช่น ความบกพร่องทางสติปัญญา การสูญเสียการได้ยิน และความพิการทางกาย
กลุ่มเสี่ยงสูงและความท้าทายในการรักษา
กลุ่มที่มีความเสี่ยงสูงต่อการเกิดโรครูปแบบรุกราน ได้แก่ ทารกและเด็กเล็กอายุต่ำกว่า 2-5 ปี ผู้สูงอายุ ผู้ป่วยที่มีโรคประจำตัว และผู้ที่มีภูมิคุ้มกันบกพร่อง รศ.พิเศษ พญ.วารุณี พรรณพานิช วานเดอพิทท์ นายแพทย์ทรงคุณวุฒิ กุมารแพทย์โรคติดเชื้อในเด็ก กล่าวเพิ่มเติมว่า การรักษาโรคติดเชื้อนิวโมคอคคัส แพทย์จะให้ยาปฏิชีวนะในขนาดที่เหมาะสมร่วมกับการรักษาประคับประคองตามความรุนแรงของโรค เช่น การให้ออกซิเจนเสริม การให้สารน้ำทางหลอดเลือด หรือการใช้เครื่องช่วยหายใจในรายที่มีภาวะระบบหายใจล้มเหลว
อย่างไรก็ตาม ความท้าทายสำคัญในปัจจุบันคือ ปัญหาการดื้อยาต้านจุลชีพ โดยพบว่าเชื้อ S. pneumoniae ในประเทศไทยมีอัตราการดื้อยาต่อเพนิซิลลินและยาปฏิชีวนะกลุ่มอื่นๆ เพิ่มสูงขึ้นอย่างต่อเนื่อง ส่งผลให้ต้องใช้ยาในกลุ่มที่ครอบคลุมอาการของผู้ป่วยมากขึ้น แพทย์จะมีการเพาะเชื้อ และเมื่อทราบผล อาจเปลี่ยนยาปฏิชีวนะเป็นชนิดที่ใช้กับเชื้อนั้น เพื่อให้อาการของผู้ป่วยดีขึ้นเร็วที่สุด
มาตรการป้องกันที่สำคัญ
มาตรการป้องกันโรคติดเชื้อนิวโมคอคคัสมีหลายระดับ โดยมาตรการที่มีหลักฐานเชิงประจักษ์ว่ามีประสิทธิผลสูงสุดคือ
- การสร้างเสริมภูมิคุ้มกันด้วยวัคซีน: วัคซีนเป็นสิ่งสำคัญในการป้องกันโรค โดยเฉพาะในกลุ่มเสี่ยงและเด็กเล็ก
- การเลี้ยงดูด้วยนมแม่: ช่วยเสริมสร้างภูมิคุ้มกันให้กับทารก
- มาตรการสุขอนามัยและการควบคุมการติดเชื้อ: เช่น การล้างมือด้วยน้ำสบู่ การสวมหน้ากากอนามัย เพื่อลดการแพร่กระจายของเชื้อ
กรมการแพทย์เน้นย้ำว่า การป้องกันโรคและลดอัตราการเจ็บป่วยและเสี่ยงเสียชีวิต โดยเฉพาะในผู้ป่วยกลุ่มเสี่ยงและเด็กเล็ก วัคซีนจึงเป็นสิ่งสำคัญควบคู่ไปกับการมีสุขอนามัยที่ดี เพื่อลดความรุนแรงของโรคติดเชื้อนิวโมคอคคัสในสังคมไทย



