แพทย์ชี้แจงสัญญาณโรคไบโพลาร์ อารมณ์สองขั้ว ต่างจากโรคซึมเศร้าอย่างไร
ไบโพลาร์ vs ซึมเศร้า แพทย์เผยความแตกต่างที่ชัดเจน (30.03.2026)

แพทย์อธิบายโรคไบโพลาร์ อารมณ์สองขั้ว ต่างจากโรคซึมเศร้าอย่างไร

โรคไบโพลาร์หรือที่รู้จักกันในชื่อโรคอารมณ์สองขั้ว เป็นภาวะทางสุขภาพจิตที่ผู้ป่วยมีอารมณ์แปรปรวนอย่างรุนแรงระหว่างช่วงอารมณ์ดีสุดขีดกับอารมณ์ตกต่ำสุดขีด แพทย์เผยว่าโรคนี้มักเริ่มแสดงอาการในวัยรุ่นหรือวัยผู้ใหญ่ตอนต้นช่วงอายุประมาณ 20 ปี ซึ่งผู้ป่วยหลายรายอาจไม่ทราบว่าตนเองป่วย เนื่องจากอาการอารมณ์ขึ้นๆ ลงๆ อาจถูกมองเป็นเรื่องปกติ

สัญญาณและอาการของโรคไบโพลาร์ที่ควรสังเกต

ผู้ป่วยไบโพลาร์มักมีอารมณ์เปลี่ยนแปลงอย่างเห็นได้ชัด ในช่วงอารมณ์ดีหรือที่เรียกว่าช่วงแมเนีย ผู้ป่วยอาจรู้สึกมีพลังงานมาก พูดเร็วจนฟังไม่ทัน ทำงานหลายอย่างพร้อมกันโดยไม่รู้สึกเหนื่อย แต่ผลงานอาจออกมาไม่ดีหรือทำไม่เสร็จ นอกจากนี้ยังอาจมีพฤติกรรมเสี่ยง เช่น ใช้จ่ายเงินฟุ่มเฟือย เล่นพนันขาดสติ หรือลงทุนแบบเสี่ยงสูงจนก่อหนี้สิน ในทางตรงกันข้าม ช่วงอารมณ์ตกหรือช่วงซึมเศร้า ผู้ป่วยจะรู้สึกเศร้า หดหู่ เหมือนกับผู้ป่วยโรคซึมเศร้า แต่ความแตกต่างคือโรคไบโพลาร์จะมีทั้งสองช่วงสลับกัน

ความแตกต่างระหว่างโรคไบโพลาร์กับโรคซึมเศร้า

โรคไบโพลาร์และโรคซึมเศร้ามักถูกเข้าใจผิดว่าเป็นโรคเดียวกัน แต่แท้จริงแล้วมีความแตกต่างที่ชัดเจน โรคไบโพลาร์มีลักษณะเป็นอารมณ์สองขั้ว คือมีทั้งช่วงอารมณ์ขึ้นสุดและลงสุด ในขณะที่โรคซึมเศร้ามีแต่ช่วงอารมณ์ตกต่ำอย่างเดียวเท่านั้น แพทย์อธิบายว่าผู้ป่วยไบโพลาร์ในช่วงอารมณ์ตกอาจมีอาการคล้ายโรคซึมเศร้า แต่หลังจากนั้นไม่นานก็จะเปลี่ยนเป็นอารมณ์ดีมากๆ อีกครั้ง มีบางกรณีที่ผู้ป่วยไบโพลาร์อาจมีแต่ช่วงอารมณ์ขึ้นโดยไม่มีช่วงตกเลย แต่แพทย์ก็ยังวินิจฉัยว่าเป็นไบโพลาร์ได้เช่นกัน

แบนเนอร์หลังบทความ Pickt — แอปรายการช้อปปิ้งแบบร่วมมือพร้อมภาพครอบครัว
แบนเนอร์กว้าง Pickt — แอปรายการช้อปปิ้งแบบร่วมมือสำหรับ Telegram

แนวทางการรักษาและดูแลผู้ป่วยไบโพลาร์

การรักษาโรคไบโพลาร์เน้นการใช้ยาเป็นหลักร่วมกับการทำจิตบำบัด ผู้ป่วยในระยะแรกจำเป็นต้องกินยาต่อเนื่องและไม่ควรขาดยา แต่ไม่ได้หมายความว่าต้องกินยาไปตลอดชีวิต แพทย์จะเป็นผู้ประเมินและแนะนำจนกว่าจะเห็นสมควรหยุดยา อย่างไรก็ตาม หากผู้ป่วยมีอาการกำเริบซ้ำถึง 3 ครั้ง แพทย์มักแนะนำให้กินยาตลอดชีวิตเพื่อควบคุมอาการ สำหรับญาติหรือผู้ใกล้ชิดควรช่วยดูแลให้ผู้ป่วยหลีกเลี่ยงสิ่งกระตุ้นอารมณ์ เช่น แอลกอฮอล์และสารเสพติดต่างๆ อย่างเด็ดขาด รวมถึงตรวจสอบพฤติกรรมการใช้จ่ายที่อาจผิดปกติ เช่น ยอดบัตรเครดิตที่สูงขึ้นอย่างรวดเร็ว

ข้อมูลจากโรงพยาบาลสมิติเวช สุขุมวิท ชี้ให้เห็นว่าการเข้าใจโรคไบโพลาร์อย่างถูกต้องเป็นสิ่งสำคัญสำหรับการรักษาและดูแลผู้ป่วยให้มีคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้น