เทคนิคฉีด PRP ฟื้นฟูข้อ เอ็น กล้ามเนื้อ ด้วยเกล็ดเลือดตัวเอง ความปลอดภัยสูง
เทคนิคฉีด PRP ฟื้นฟูข้อ เอ็น กล้ามเนื้อ ด้วยเกล็ดเลือดตัวเอง

PRP คืออะไร? หลักการทำงานของเกล็ดเลือดในการฟื้นฟู

PRP หรือ Platelet Rich Plasma เป็นเทคนิคทางการแพทย์ที่ใช้เกล็ดเลือดจากเลือดผู้ป่วยเองมาฉีดเพื่อกระตุ้นการซ่อมแซมเนื้อเยื่อที่บาดเจ็บ เช่น ข้อ เอ็น และกล้ามเนื้อ โดยนำเลือดผู้ป่วยไปปั่นแยกจนได้สารเลือดที่มีความเข้มข้นของเกล็ดเลือดสูงกว่าปกติ ปัจจุบันแบ่งเป็น 2 กลุ่ม คือ เกล็ดเลือดความเข้มข้นสูงมากประมาณ 5-10 เท่าขึ้นไป และความเข้มข้นประมาณ 2-3 เท่า หลักการคือเกล็ดเลือดมีสารคัดหลั่งที่ช่วยกระตุ้นการซ่อมแซมเนื้อเยื่อที่บาดเจ็บ เช่นเดียวกับกระบวนการธรรมชาติเมื่อร่างกายมีบาดแผล เกล็ดเลือดจะก่อตัวเป็นก้อนอุดตันและกระตุ้นเม็ดเลือดขาวมาซ่อมแซม

อาการบาดเจ็บที่รักษาได้ด้วย PRP

PRP เหมาะกับอาการบาดเจ็บของเส้นเอ็นและกล้ามเนื้อ เช่น เส้นเอ็นเสื่อมบริเวณข้อศอก (Tennis Elbow) เส้นเอ็นหัวไหล่เสื่อม ข้อเสื่อม รวมถึงอาการบาดเจ็บหลังการผ่าตัด เช่น การผ่าตัดเอ็นไขว้หน้า การซ่อมแซมเอ็นหรือข้อต่าง ๆ โดยฉีดเกล็ดเลือดเข้าไปในบริเวณที่บาดเจ็บโดยตรงเพื่อกระตุ้นการซ่อมแซม

ข้อจำกัดและผลข้างเคียงของ PRP

เนื่องจากเกล็ดเลือดได้จากเลือดผู้ป่วยเอง จึงไม่มีความเสี่ยงต่อการเกิดเนื้องอกหรือผลข้างเคียงรุนแรง อย่างไรก็ตาม มีข้อจำกัดดังนี้: ไม่สามารถใช้ร่วมกับยาชาได้เพราะความเป็นกรดด่างอาจส่งผลต่อการทำงานของเกล็ดเลือด ผู้ป่วยต้องงดยากลุ่มแก้อักเสบหรือสเตียรอยด์ก่อนฉีดอย่างน้อย 2 สัปดาห์ เนื่องจากยาลดการอักเสบจะลดประสิทธิภาพของเกล็ดเลือด นอกจากนี้ การรักษาด้วย PRP ไม่สามารถใช้สิทธิประกันสุขภาพได้

แบนเนอร์หลังบทความ Pickt — แอปรายการช้อปปิ้งแบบร่วมมือพร้อมภาพครอบครัว
แบนเนอร์กว้าง Pickt — แอปรายการช้อปปิ้งแบบร่วมมือสำหรับ Telegram

ระยะเวลา ความถี่ และผลการรักษา

ประสิทธิภาพสูงสุดขึ้นอยู่กับอวัยวะที่บาดเจ็บ กล้ามเนื้อใช้เวลาน้อยกว่าเส้นเอ็น ผู้ป่วยเรื้อรังต้องใช้เวลารักษานานกว่าและผลอาจไม่ดีเท่ากลุ่มที่รักษาทันทีหลังบาดเจ็บ การฉีด PRP ต้องฉีดประมาณ 2-3 ครั้งต่อเส้นเอ็นหรือกล้ามเนื้อที่บาดเจ็บ โดยเว้นระยะห่างครั้งละ 7-10 วัน ขึ้นอยู่กับดุลยพินิจของแพทย์ ผลการรักษาเริ่มเห็นได้ตั้งแต่ 4-6 สัปดาห์เป็นต้นไป

วิธีและขั้นตอนการฉีด PRP

ผู้ป่วยต้องไม่มีภาวะขาดน้ำ เพราะจะทำให้ดูดเลือดยาก ต้องงดยาต้านการอักเสบและสเตียรอยด์ก่อนฉีดประมาณ 2 สัปดาห์ จากนั้นแพทย์จะดูดเลือดแล้วนำไปปั่นด้วยเครื่องมือเฉพาะประมาณ 15 นาที เพื่อให้ได้เกล็ดเลือดที่เหมาะสม หลังฉีดยังต้องงดยาต้านการอักเสบและสเตียรอยด์ต่อไป หากปวดสามารถใช้ยาแก้ปวดหรือประคบเย็นได้

ความแตกต่างระหว่าง PRP กับสเตียรอยด์

สเตียรอยด์ทำงานโดยลดการอักเสบ แต่การอักเสบเป็นส่วนสำคัญของกระบวนการซ่อมแซม แม้อาการปวดจะดีขึ้น แต่สเตียรอยด์อาจรบกวนการซ่อมแซมเนื้อเยื่อ ในทางตรงกันข้าม PRP กระตุ้นการซ่อมแซมให้เส้นเอ็นกลับมามีคุณสมบัติเหมือนเดิม แม้อาจมีอาการปวดอักเสบบ้าง การใช้สเตียรอยด์ระยะยาวอาจส่งผลกระทบ แต่ PRP ซึ่งได้จากเลือดผู้ป่วยเองไม่มีผลข้างเคียงดังกล่าว

ข้อมูลจาก: โรงพยาบาลสมิติเวช ศรีนครินทร์