ราคาทองคำในประเทศปรับตัวเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง โดยได้รับปัจจัยหนุนจากทิศทางดอกเบี้ยของธนาคารกลางสหรัฐฯ (เฟด) ที่มีแนวโน้มปรับลดลง รวมถึงความตึงเครียดทางภูมิรัฐศาสตร์ที่เพิ่มสูงขึ้น ส่งผลให้นักลงทุนหันเข้าสู่สินทรัพย์ปลอดภัยอย่างทองคำมากขึ้น
ปัจจัยหนุนจากดอกเบี้ยสหรัฐฯ
ล่าสุด เฟดส่งสัญญาณชะลอการปรับขึ้นดอกเบี้ย หรืออาจปรับลดอัตราดอกเบี้ยลงในอนาคต ซึ่งเป็นปัจจัยบวกต่อราคาทองคำ เนื่องจากดอกเบี้ยที่ต่ำลงจะลดต้นทุนค่าเสียโอกาสในการถือครองทองคำ และทำให้ดอลลาร์สหรัฐอ่อนค่าลง ส่งผลให้ทองคำมีราคาถูกลงสำหรับผู้ถือสกุลเงินอื่น
นายกิตติพงศ์ หงส์เจริญ นักวิเคราะห์จากบริษัท ฮั่วเซ่งเฮง โกลด์ ฟิวเจอร์ส จำกัด กล่าวว่า "แนวโน้มดอกเบี้ยสหรัฐฯ ที่ชะลอตัวลงเป็นปัจจัยสำคัญที่ผลักดันราคาทองคำให้ปรับตัวสูงขึ้น โดยเฉพาะหากเฟดเริ่มปรับลดดอกเบี้ยจริง ราคาทองคำมีโอกาสทะลุระดับ 2,000 ดอลลาร์ต่อออนซ์ได้"
ความตึงเครียดทางภูมิรัฐศาสตร์
นอกจากปัจจัยดอกเบี้ยแล้ว ความขัดแย้งในภูมิภาคต่างๆ ของโลก โดยเฉพาะสถานการณ์ในตะวันออกกลางและความไม่แน่นอนของสงครามการค้าระหว่างสหรัฐฯ และจีน ยังเป็นปัจจัยเสริมที่ทำให้ราคาทองคำปรับตัวขึ้น นักลงทุนมองว่าทองคำเป็นสินทรัพย์ที่ปลอดภัยในช่วงที่มีความไม่แน่นอนสูง
ราคาทองคำในประเทศวันนี้ ปรับตัวเพิ่มขึ้น 150 บาท เมื่อเทียบกับวันก่อนหน้า โดยทองคำแท่ง 96.5% รับซื้อบาทละ 32,500 บาท ขายออกบาทละ 32,600 บาท ส่วนทองรูปพรรณ 96.5% รับซื้อบาทละ 31,900 บาท ขายออกบาทละ 33,100 บาท
แนวโน้มราคาทองคำในระยะต่อไป
นักวิเคราะห์คาดว่าราคาทองคำยังมีโอกาสปรับตัวขึ้นได้อีก โดยมีแนวต้านสำคัญที่ 2,000 ดอลลาร์ต่อออนซ์ และหากผ่านได้จะเปิดทางขึ้นสู่ระดับ 2,050-2,070 ดอลลาร์ต่อออนซ์ อย่างไรก็ตาม ต้องจับตาตัวเลขเศรษฐกิจสหรัฐฯ โดยเฉพาะอัตราเงินเฟ้อและตัวเลขการจ้างงาน ซึ่งจะมีผลต่อการตัดสินใจของเฟด
นอกจากนี้ การเคลื่อนไหวของกองทุน ETF ทองคำทั่วโลกก็เป็นอีกปัจจัยที่ต้องติดตาม โดยล่าสุดกองทุน SPDR Gold Trust ซึ่งเป็นกองทุน ETF ทองคำที่ใหญ่ที่สุดในโลก มีการถือครองทองคำเพิ่มขึ้น สะท้อนความเชื่อมั่นของนักลงทุนสถาบันต่อทองคำ
สำหรับนักลงทุนที่สนใจลงทุนในทองคำ ควรพิจารณาการลงทุนระยะยาว โดยเฉลี่ยต้นทุน และไม่ควรลงทุนด้วยเงินร้อน เนื่องจากราคาทองคำมีความผันผวนสูงในระยะสั้น



